Mortal Kombat II กลับมาพร้อมความโหดดิบเต็มพิกัด 7 พค 2569 นี้ในไทย
คาร์ล เออร์เบิน นำแสดงเป็น จอห์นนี่ เคจ ร่วมกับ อะเดลีน รูดอล์ฟ, เจสสิก้า แมคเนมี, จอช ลอว์สัน, ลูดี หลิน, เมฮ์แคด บรูคส์, ทาที กาเบรียล, ลูอิส แทน, เดมอน เฮร์ริมาน พร้อมด้วย ชิน ฮาน, ทาดาโนบุ อาซาโนะ รับบทลอร์ดไรเดน, โจ ทัสลิม รับบทบีฮัน และ ฮิโรยูกิ ซานาดะ รับบทฮันโซ ฮาซาชิ และสกอร์เปี้ยน
ผู้กำกับฯ ไซมอน แม็คคอยด์ กลับมากำกับภาคต่อจากภาพยนตร์แอ็กชันสุดดังแห่งงปี 2021 จากบทภาพยนตร์โดย เจเรมี สเลเตอร์ อิงจากวิดีโอเกมที่สร้างโดย เอ็ด บูน และ จอห์น โทไบอัส ภาพยนตร์เรื่องนี้อำนวยการสร้างโดย ท็อดด์ การ์เนอร์, อี. เบนเน็ตต์ วอลช์, เจมส์ วาน, โทบี เอเมอริช และ ไซมอน แม็คคอยด์ และอำนวยการสร้างบริหารโดย ไมเคิล เคลียร์, จัดสัน สก็อตต์, เจเรมี สเลเตอร์, เอ็ด บูน และ ลอว์เรนซ์ คาซานอฟฟ์
ทีมงานเบื้องหลังของแม็คคอยด์ประกอบด้วย ผู้กำกับภาพ สตีเฟน เอฟ. วินดอน, ผู้ออกแบบฉากฯ โยเฮ ทาเนดะ, ผู้ลำดับภาพ สจวร์ต เลวี และผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย แค็ปปี ไอร์แลนด์ โดยมี ริช เดเลีย ดูแลงานแคสติ้ง และ เบนจามิน วอลล์ฟิช ประพันธ์ดนตรีประกอบ
นิวไลน์ ซีเนม่า ภูมิใจเสนอ ผลงานสร้างโดย Atomic Monster/Broken Road และ Fireside Films ภาพยนตร์เรื่อง Mortal Kombat II มีกำหนดเข้าฉายทั่วโลกโดยวอร์เนอร์ บราเดอร์ส พิกเจอร์ส เฉพาะในโรงภาพยนตร์และระบบ IMAX® ทั่วอเมริกาเหนือในวันที่ 8 พฤษภาคม 2026 และเริ่มเข้าฉายต่างประเทศตั้งแต่วันที่ 6 พฤษภาคม 2026
รายละเอียดการถ่ายทำ ผู้กำกับ / โปรดิวเซอร์ ไซมอน แม็คควอยด์ กลับมารับหน้าที่กำกับ MORTAL KOMBAT II อีกครั้ง พร้อมเผชิญความท้าทายอย่างเต็มที่ในการสร้างประสบการณ์ภาพยนตร์มอร์ทัลคอมแบตที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม สำหรับทั้งแฟนเกมและผู้ชมภาพยนตร์ทั่วไป
แม็คควอยด์กล่าวว่า “มันเป็นกระบวนการสร้างสรรค์ที่น่าสนใจมาก การได้ทำภาพยนตร์หนึ่งเรื่องแล้วสามารถเรียนรู้จากมันได้ ทั้งสิ่งที่เราทำได้ดี และสิ่งที่พวกเรา รวมถึงผมเอง อาจทำได้ไม่ดีเท่าที่ควร เราตั้งใจอย่างแน่วแน่ว่าจะนำบทเรียนทั้งหมดนั้นมาใช้กับภาคนี้ แนวคิดหลักของเราคือ ‘เราจะขยายสิ่งนี้ให้ใหญ่ขึ้นได้อย่างไร จะทำให้มันระเบิดพลังออกมา และก้าวกระโดดขึ้นไปอีกระดับได้อย่างไร’ สำหรับผมเป็นกระบวนการเรียนรู้และสร้างสรรค์ที่ยอดเยี่ยมมาก และให้ความรู้สึกคุ้มค่าอย่างยิ่ง ผมดีใจมากที่ได้กลับมาอีกครั้ง”
ด้านโปรดิวเซอร์ ทอดด์ การ์เนอร์ กล่าวเสริมว่า “ดาวเหนือที่นำทางเราในการสร้าง MORTAL KOMBAT II คือการทำให้แน่ใจว่าเราจะต้องทำให้ดีกว่าภาคแรก เราเรียนรู้จากแฟนๆ และผู้ชม และสำหรับภาคนี้ ผมเชื่อว่าเราทำได้เหนือกว่าภาคแรกในทุกด้าน”
ใน MORTAL KOMBAT II ปรากฏการณ์แอ็กชันสุดดิบ เผ็ดร้อน และเร้าใจระดับโลก ถูกส่งตรงสู่จอภาพยนตร์ในรูปแบบแอ็กชัน–ผจญภัยที่เข้มข้นยิ่งขึ้น เมื่อเอิร์ธเรล์มต้องหันไปพึ่งทีมยอดนักรบอีกครั้ง เพื่อเผชิญศึกชี้ชะตากับศัตรูจากเอาต์เวิลด์ การเดินทางเริ่มต้นขึ้นเมื่อขวัญใจแฟนๆ อย่าง จอห์นนี เคจ ได้เรียนรู้ถึงชะตากรรมที่แท้จริงของตนเอง การเข้าร่วมกลุ่มนักรบผู้ถูกเลือก และเตรียมพร้อมสำหรับการประลองที่อันตรายยิ่งกว่าสิ่งใดที่เขาเคยเผชิญมาก่อน
ผู้อำนวยการสร้างฯ อี.เบ็นเน็ตต์ วอล์ช แสดงความคิดเห็นว่า “ตอนจบของภาคแรก เราทิ้งไว้ที่โคล ยังพูดว่าเขากำลังจะไปฮอลลีวูดเพื่อตามหาจอห์นนี่ เคจ ดังนั้นสิ่งนี้จึงเป็นองค์ประกอบสำคัญของภาคนี้ในการแนะนำจอห์นนี่ เคจให้ผู้ชมได้รู้จัก เส้นทางตัวละครของเขาถูกพัฒนาและกำหนดไว้อย่างชัดเจน เราได้พบเขาครั้งแรกในหนังแอ็กชันยุคแรกๆ ของเขา ตอนที่ยังโด่งดังสุดขีด ก่อนจะตัดไปยังศูนย์ประชุมแห่งหนึ่ง ที่ซึ่งเขากลายเป็นคนตกอับ นั่งแจกลายเซ็น นี่คือหัวใจหลักของเรื่องราวทั้งหมดจริงๆ”
ผู้กำกับฯ ไซมอน แม็คควอยด์ กล่าวว่า เขาดีใจมากที่ได้คาร์ล เออร์บัน มารับบทเป็นจอห์นนี่ เคจ
“ผมชื่นชอบผลงานของเขามาตลอดทั้งอาชีพ จอห์นนี่เป็นตัวละครที่ค่อนข้างกว้าง และคาร์ลมีความสามารถโดยธรรมชาติในการหยิบเนื้อหาไปถ่ายทอดอย่างหนักแน่น ขณะเดียวกันก็เข้าใจมุกตลกและดันมันออกมาเมื่อถึงเวลา แต่เรื่องราวนี้ก็เป็นเรื่องที่จริงใจและซื่อตรงมากเกี่ยวกับผู้ชายคนหนึ่งที่ตกจากจุดสูงสุด และคุณจะรู้สึกเห็นใจเขา นั่นคือคุณภาพที่ยอดเยี่ยมที่คาร์ลนำมาสู่บทนี้”
ผู้สร้างฯ เจมส์ วาน กล่าวเสริมว่า “เรารู้ตั้งแต่เริ่มทำภาคนี้แล้วว่าเราสามารถสนุกกับจอห์นนี่ เคจได้มาก สิ่งที่ทำให้ตัวละครนี้น่าหลงใหลและเป็นที่รักของผู้คนคือ เขาเหมือนคนธรรมดาๆ คนหนึ่ง เขาแทบไม่รู้อะไรเกี่ยวกับโลกใบนี้เลย เขาเป็นดาราหนังแอ็กชันเกรดบี แบบที่หลายคนในพวกเราเติบโตมากับหนังยุคยุค 90 มันสนุกในแบบชวนให้นึกถึงความหลัง เราได้ทั้งล้อเลียนเขา และในที่สุดก็โอบรับตัวเขาอย่างเต็มที่”
เมื่อเราได้พบเคจครั้งแรก เขาเป็นตัวละครที่สิ้นหวังอย่างมาก คาร์ล เออร์บันกล่าวว่า “อาชีพของเขาพังทลาย และชีวิตกำลังตกต่ำอย่างหนัก เมื่อซอนย่า เบลด และ ไรเด็น มาตามหาเขาและบอกว่าเขาถูกคัดเลือกให้เป็นผู้พิทักษ์ Earthrealm เขากลับไม่อยากเข้าไปพัวพันเลย เขาขาดความเชื่อมั่นในตัวเองอย่างสิ้นเชิง ดังนั้นการเดินทางของจอห์นนี่ก็คือการค้นหาตัวตน ค้นหาพลังภายใน และกลายเป็นจอห์นนี่ เคจในแบบที่แฟนๆ รักจากโลกของเกม มันเป็นตัวละครที่ยอดเยี่ยมมากในการแสดง”
ส่วนหนึ่งของการซื่อสัตย์ต่อเกมต้นฉบับ ทำให้ทีมผู้สร้างต้อง “โอบรับ” ความโหดแบบไม่อ้อมค้อมของมันอย่างเต็มที่ เพราะแก่นแท้แล้ว นี่คือเรื่องราวของสองโลกที่ทำสงครามกัน โดยการต่อสู้ทั้งหมดเกิดขึ้นแบบประชิดตัวล้วนๆ ไซมอน แม็คควอยด์ กล่าวว่า “นี่คือองค์ประกอบหลักของ Mortal Kombat แต่สิ่งที่ยอดเยี่ยมเกี่ยวกับตัวละครเหล่านี้คือ เมื่อคุณได้รู้จักพวกเขาและแรงจูงใจของแต่ละคนแล้ว การต่อสู้จะมีความหมายพอๆ กับความโหดดิบแบบไม่ขอโทษใคร คุณจะเลือกเชียร์ตัวละครที่ชอบ และคุณจะใส่ใจจริงๆ ว่าพวกเขาจะลงเอยอย่างไร”
ผู้สร้างฯ ทอดด์ การ์เนอร์ เสริมว่า “คนเขียนบทของเรา เจเรมี่ สเลเตอร์ เข้าใจ Mortal Kombat ได้ลึกซึ้งไม่แพ้ใคร และรู้จริงๆ ว่าหนังภาคสองต้องมอบอะไรให้ผู้ชม เพื่อให้มันออกมาเป็น Mortal Kombat ในเวอร์ชันที่ดีที่สุด เขาเจาะลึกไปที่แก่นของ ‘ทัวร์นาเมนต์’ ซึ่งไม่เคยถูกทำในเวอร์ชันภาพยนตร์เลย นับตั้งแต่ภาคต้นฉบับเมื่อปี 1995 และยังคำนึงถึงตัวละครขวัญใจแฟนๆ ทุกตัว ก่อนจะนำทั้งหมดมาร้อยเรียงเป็นเรื่องราวที่ทั้งเข้มข้นทางอารมณ์และน่าพึงพอใจที่สุดเท่าที่จะทำได้”
แม็คควอยด์ กล่าวสอดคล้องกันว่า “เจเรมีเป็นคนที่มีพรสวรรค์สูงมาก และร่วมงานด้วยแล้วมีความสุข ประเด็นใหญ่ที่พูดถึงกันตั้งแต่ช่วงแรกๆ เลยก็คือเรื่องทัวร์นาเมนต์ แต่ผมไม่ได้อยากให้มันเป็นแค่การแข่งขันตรงๆ อย่างเดียว ผมอยากเพิ่มอีกชั้นหนึ่งเข้าไป องค์ประกอบแบบหนังปล้น ซึ่งจะเปิดโอกาสให้ตัวละครทั้งหมดของเรา (และคราวนี้มีเยอะมาก) ได้ทำสิ่งสำคัญต่อเนื้อเรื่อง ดังนั้นเส้นเรื่องของทัวร์นาเมนต์กับแผนปล้นจึงสอดประสานกัน...
...เหนือสิ่งอื่นใด เราอยากได้เรื่องราวที่ใกล้ชิด เป็นส่วนตัวกับตัวละคร เพื่อให้ผู้ชมเชื่อมโยงได้ในระดับอารมณ์อย่างแท้จริง เรามีฉากต่อสู้สุดมัน โลกที่ตระการตา แต่ทั้งหมดจะมีความหมายก็ต่อเมื่อผู้ชมรู้สึกผูกพันกับตัวละคร ซึ่งจุดนี้เราเชื่อว่ามีครบ และเป็นสิ่งที่เจเรมีสร้างสรรค์ออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม”
ผู้เขียนบทฯ เจเรมี่ สเลเตอร์ กล่าวว่า “เรารู้ตั้งแต่ต้นว่าเราต้องทำตามสัญญาสองอย่างที่วางไว้ตอนจบของภาคก่อน นั่นคือ ‘ทัวร์นาเมนต์กำลังจะมา’ และจอห์นนี่ เคจจะเป็นหนึ่งในตัวละครใหม่ที่เข้ามาร่วมทีม นอกเหนือจากนั้น ผมได้รับอิสระทางความคิดสร้างสรรค์อย่างมหาศาลในการออกแบบการผจญภัยที่ทั้งตื่นเต้นและน่าพึงพอใจที่สุดสำหรับแฟนๆ...
...เรายังได้ประโยชน์จากการนำความคิดเห็นของแฟนๆ ต่อภาคแรกมาวิเคราะห์อย่างจริงจัง ตัวอย่างเช่น เรารู้ว่าแฟนๆ ชื่นชอบความใส่ใจในรายละเอียดของโลก Mortal Kombat มาก ไม่ว่าจะเป็นการคัดเลือกนักแสดงที่ตรงต้นฉบับ เครื่องแต่งกายที่ถูกต้อง ไปจนถึงท่วงท่าเฉพาะตัวและฉากสังหารสุดโหดที่ยกมาจากเกมโดยตรง พวกเขายังชอบอารมณ์ขันที่บิดๆ และช่วงเวลาฮีโร่สุดยิ่งใหญ่ที่เรียกเสียงเฮจากคนดู ดังนั้นในภาคต่อ เราจึงตัดสินใจ ‘จัดหนัก’ ในทุกด้าน สร้างการผจญภัยที่เดิมพันสูงขึ้น การต่อสู้บ้าคลั่งยิ่งกว่าเดิม และเพิ่มทั้งความตลกและแอ็กชันเข้าไปมากขึ้นอีก”
ผู้สร้างฯ เจมส์ วาน กล่าวว่า “ผมคิดว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดของภาคสองก็คือ ตอนนี้มีทัวร์นาเมนต์จริงๆ แล้ว หนังภาคนี้ใหญ่ขึ้นทั้งขอบเขตและสเกล เราอยากลงลึกกับตัวละครให้มากขึ้น และพาผู้ชมไปยัง Netherrealm ด้วย ซึ่งคราวนี้เรามีทรัพยากรเพียงพอที่จะทำมันออกมาได้อย่างเต็มที่ ทั้งหมดนี้สร้างขึ้นบนรากฐานของตัวละครที่ยอดเยี่ยมและโลกอันกว้างใหญ่ ผมคิดว่าแฟนๆ สมควรได้รับสิ่งนี้ เหตุผลที่ Mortal Kombat อยู่มายาวนานก็เพราะตัวละครที่น่าสนใจ สีสันจัดจ้าน และมีเสน่ห์ในแบบของตัวเอง เราแค่อยากทำทุกอย่างให้ถูกต้องที่สุด”
ผู้สร้างฯ อี.เบ็นเน็ตต์ วอล์ช กล่าวเสริมว่า “ในภาพยนตร์เรื่องนี้ เราจัดโครงสร้างฉากแอ็กชันให้ยึดอยู่กับทัวร์นาเมนต์ขนาดใหญ่อย่างชัดเจน ซึ่งน่าจะเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดที่เราอยากทำ และสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือในเกม Mortal Kombat ปัจจุบันมีตัวละครราวๆ 100 ตัว เราอยากดึงตัวละครเหล่านั้นเข้ามาในหนังให้มากขึ้น ดังนั้นภาคนี้จึงมีตัวละครหลักถึง 18 ตัว”
ด้านผู้ร่วมสร้างเกมและผู้อำนวยการสร้างบริหาร เอ็ด บูน ให้ความเห็นว่า “จากมุมมองของผมและทีมงาน มันยังคงเป็นเรื่องเหนือจริงอยู่เสมอที่ได้เห็นตัวละครที่เราสร้างขึ้นตั้งนานแล้ว ถูกถ่ายทอดบนจอภาพยนตร์ พวกเขาอยู่กับวิดีโอเกมมาตลอดหลายปี และตอนนี้ได้เห็นพวกเขาอยู่บนกองถ่ายจริง มีทีมงานขนาดใหญ่ทำงานร่วมกัน...
...มันเป็นงานโปรดักชันที่ใหญ่มาก จนบางครั้งผมต้องเตือนตัวเองว่า จุดเริ่มต้นของทั้งหมดนี้มาจากอะไร หนังเรื่องนี้มันยิ่งใหญ่ในความหมายที่ดีที่สุด มันน่าตื่นเต้นมากที่ได้เห็นทุกอย่างถูกขยายในทุกมิติ เราไม่เคยจินตนาการเลยว่า Mortal Kombat จะไปได้ไกลขนาดนี้ ครั้งหนึ่งแค่ได้ทำเวอร์ชันเล่นในบ้านพร้อมโฆษณาทางทีวีก็ทำให้เราตื่นเต้นมากแล้ว นั่นคือระดับสูงสุดที่ผมคิดว่ามันจะไปถึง แต่ตอนนี้ การได้เห็นมันกลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมป๊อป ผ่านภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์เหล่านี้… มันคือสิ่งที่ยอดเยี่ยมที่สุดจริงๆ”
เจเรมี่ สเลเตอร์ อธิบายว่า “มันยากเสมอที่จะบริหารตัวละครจำนวนมากขนาดนี้ โดยเฉพาะเมื่อมีนักแสดงที่ยอดเยี่ยมมาช่วยทำให้ตัวละครมีชีวิต เพราะทุกคนต่างก็มีตัวละครโปรดจากเกม และเราก็อยากให้แฟนๆ ทุกคนเดินออกจากโรงด้วยความพอใจ แต่ขณะเดียวกัน เราก็รู้ดีว่าเราต้องอัดทั้งเนื้อเรื่องและฉากแอ็กชันจำนวนมหาศาลลงในภาพยนตร์ความยาวมาตรฐาน ดังนั้นจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ตัวละครบางตัวจะได้เวลาบนจอมากกว่าตัวอื่น...
...ท้ายที่สุด เราตัดสินใจโฟกัสที่จอห์นนี่ เคจ และ คิทาน่า เป็นสองเส้นเรื่องหลัก จอห์นนี่คือหนึ่งในไอคอนของจักรวาล Mortal Kombat อย่างชัดเจน และเรารู้ว่าเราต้องถ่ายทอดตัวละครนี้ให้สมศักดิ์ศรี ส่วนเรื่องราวของคิทาน่าก็ทรงพลังไม่แพ้กัน เบื้องหลังอันโศกเศร้าและการเดินทางเพื่อการล้างแค้นของเธอ เติมหัวใจและอารมณ์ให้กับหนังอย่างมาก เมื่อทั้งสองมาอยู่ด้วยกัน พวกเขาคือดูโอที่ไม่มีใครเอาชนะได้”
เชา ข่าน ซึ่งรับบทโดยมาร์ติน ฟอร์ด หนึ่งในวายร้ายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล แผ่อำนาจครอบงำทุกทัวร์นาเมนต์ พลังของเขาเพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ เมื่อพิชิตอาณาจักรแล้วอาณาจักรเล่า เมื่อเทียบกับความเกรียงไกรนั้น ฝ่ายตรงข้ามของเขา เหล่าฮีโร่แห่ง Mortal Kombat II จึงถูกวางสถานะให้เป็นรองตั้งแต่แรก
มาร์ติน ฟอร์ด เหมาะกับบทเชา ข่านอย่างสมบูรณ์แบบ ผู้กำกับฯ ไซมอน แม็คควอยด์ กล่าวว่า “มาร์ตินสูงหกฟุตแปดนิ้ว และไหล่ก็กว้างพอๆ กัน! เขาทุ่มเทชีวิตให้กับการสร้างร่างกายอันน่าทึ่ง เขานำพลังทางกายและออร่าที่โดดเด่นมาสู่บทนี้ จนเหนือกว่าผู้สมัครคนอื่นๆ อย่างเห็นได้ชัด ในขณะเดียวกัน เขาก็เป็นคนที่น่ารักมาก อารมณ์ดี ตลก และทุ่มเทขยันขันแข็งอย่างเหลือเชื่อ”
สำหรับมาร์ติน ฟอร์ด บทนี้คือ “ความฝันที่เป็นจริง” “Shao Kahn เป็นตัวละครที่ยอดเยี่ยมมาก เขาคือจักรพรรดิ ตัวคุมเกม เขาทั้งชั่วร้าย เจ้าเล่ห์ และยังมีความเป็นอัจฉริยะอยู่ในตัว เขาต้องการอย่างแรงกล้าที่จะเป็นจักรพรรดิของทุกอาณาจักรที่เขาพบ เพื่อหล่อเลี้ยงอีโก้และจารึกชื่อของตัวเองไว้ในประวัติศาสตร์ ผมสนุกกับการเล่นบทนี้มากจริงๆ” เส้นเรื่องด้านอารมณ์ของภาพยนตร์มุ่งไปที่คิทาน่า ซึ่งรับบทโดย อาดีไลน์ รูดอล์ฟ แม็คควอยด์กล่าวเสริมว่า “การเดินทางของคิทาน่าคือหัวใจทางอารมณ์ของหนังเรื่องนี้ เราเริ่มต้นด้วยฉากที่พ่อของเธอ คิง เจอร์รอดถูกเชา ข่านสังหารต่อหน้าต่อตาเธอในวัยเพียงแปดขวบ นั่นคือการเปิดเรื่อง ช่วงเวลาทางประวัติศาสตร์ในตำนาน Mortal Kombat...
...25 ปีต่อมา เรากลับมาพบคิทาน่าอีกครั้ง และเห็นผลกระทบของการสูญเสียพ่อที่หล่อหลอมชีวิตเธอ เธอวางแผนล้างแค้น เชา ข่าน มาโดยตลอด นาฬิกาเริ่มเดินเมื่อเชา ข่านตัดสินใจบุก Earthrealm และถึงเวลาของทัวร์นาเมนต์ครั้งใหม่” เอ็ด บูน กล่าวเสริมว่า “จักรวาลของ Mortal Kombat ถูกขับเคลื่อนด้วยทัวร์นาเมนต์โดยแท้ มันเป็นการแข่งขันที่ตัดสินว่าอาณาจักรใดจะอยู่รอด สุดท้ายแล้ว ทุกอย่างก็ลงเอยที่การต่อสู้ ตัวต่อตัว”
สเลเตอร์ย้ำว่า “แฟน Mortal Kombat ทุกคนรู้ดีว่าเกมชุดนี้มีตำนานและจักรวาลที่ซับซ้อนอย่างมหาศาล ทั้งไทม์ไลน์หลายเส้น การรีบูตเต็มรูปแบบ และตัวละครนับสิบๆ ตัว นั่นคือเหตุผลที่ผมพึ่งพาเอ็ด บูน และพันธมิตรชั้นเยี่ยมของเราที่ Netherrealm Games เพื่อขอคำแนะนำ เมื่อใดก็ตามที่เรามีคำถามเกี่ยวกับตำนานหรือสิ่งที่แฟนๆ อยากเห็นมากที่สุด เราสามารถไปหาผู้เชี่ยวชาญตัวจริง คนที่สร้างเรื่องราวเหล่านี้ขึ้นมาเอง ได้โดยตรงเอ็ดและทีมของเขามีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการชี้นำเราทุกขั้นตอน เพื่อให้ภาพยนตร์ออกมาสมศักดิ์ศรีและตอบโจทย์ความคาดหวังอันสูงลิ่วของแฟนๆ อย่างแท้จริง”
ทีมนักแสดงและตัวละคร คาร์ล เออร์เบิน รับบท จอห์นนี เคจ: “เมื่อเราได้พบกับจอห์นนี เคจเป็นครั้งแรก เขาเป็นตัวละครที่สิ้นหวังมาก อาชีพการงานพังไม่เป็นท่า และชีวิตกำลังตกต่ำ เขาไม่ได้อยู่ในสภาพที่ดีเลยในช่วงต้นของเรื่อง การเดินทางของจอห์นนีในภาพยนตร์เรื่องนี้คือการค้นหาตัวตนและค้นพบพลังภายในของเขา บทภาพยนตร์ของ เจเรมี สเลเตอร์ ยอดเยี่ยมมาก และพาจอห์นนีออกเดินทางครั้งใหญ่ ซึ่งดึงดูดผมอย่างมาก ในฐานะการเตรียมตัว ผมได้ศึกษาเรื่องวัฒนธรรมศิลปะการต่อสู้และการแข่งขัน เพราะนั่นคือโลกที่จอห์นนีเติบโตมา แล้วทันทีที่ผมลงจากเครื่องบินเพื่อเริ่มถ่ายทำ ทีมงานก็พาผมตรงไปซ้อมสตันต์เลย เพราะการออกแบบคิวบู๊เป็นงานใหญ่มหาศาล ตั้งแต่วันแรกผมก็เหมือนถูกโยนลงน้ำลึก เรามีทีมสตันต์ที่ยอดเยี่ยมมาก ดีที่สุดทีมหนึ่งที่ผมเคยร่วมงานด้วย และผมรู้สึกขอบคุณพวกเขาทุกคน ผมตื่นเต้นมากที่ผู้ชมจะได้เห็นสิ่งที่เราสร้างขึ้นมา!”
อเดอลีน รูดอล์ฟ รับบท คิทาน่า: “คิทาน่าเป็นนักรบ เธอคือองค์หญิงสูงสุดแห่งอีเดเนีย ตัวละครที่แข็งแกร่งอย่างยิ่ง ผู้สูญเสียพ่อ และถูกเลี้ยงดูโดยเชา ข่านและกองทัพของเขาในโลกของเขาเอง ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เธอพยายามหาหนทางแก้แค้นให้พ่อ และช่วยประชาชนของเธอให้พ้นจากการปกครองของเชา ข่าน เธอมีพลังอันยิ่งใหญ่ เปี่ยมด้วยความสง่างามและความสุขุม แต่ก็มีความเปราะบางและอ่อนโยนอยู่ด้วย เป็นตัวละครที่น่าสนใจมาก”
ผู้กำกับ ไซมอน แม็คควอยด์ กล่าวเสริมว่าอเดอลีนเหมาะกับบทนี้อย่างยิ่ง “แอดดี้มีพลังในตัวจริงๆ คิทาน่าอ่อนโยนและห่วงใยประชาชนของเธอมาก แต่ขณะเดียวกันก็มีแก่นเหล็กอยู่ข้างใน และถ้าจำเป็น เธอสามารถฉีกหัวใจคุณออกมาได้ ผมพอใจมากกับสิ่งที่แอดดี้นำมาสู่บทนี้”
เจสสิกา แม็คเนมี รับบท ซอนย่า เบลด: “ในที่สุดซอนย่า เบลดก็มีอาร์คาน่าของเธอเอง ครั้งก่อนเธอต่อสู้เหมือนมนุษย์ธรรมดา ใช้มีดและหมัดเปล่า แต่ด้วยพลังใหม่ เธอสามารถเข้าร่วมการแข่งขันในฐานะผู้ทัดเทียมกับทุกคนได้จริงๆ อีกครั้งที่ฉันได้มีฉากต่อสู้สุดยิ่งใหญ่ ซึ่งเป็นส่วนที่สนุกที่สุดของการทำหนังประเภทนี้ ซอนย่าเป็นตัวละครไอคอนิกมาก ฉันโชคดีที่ได้ถ่ายทอดเธอให้มีชีวิต เธอแข็งแกร่ง ดุดัน และเป็นผู้หญิงที่ยืนหยัดท่ามกลางผู้ชายได้อย่างสง่างาม นอกจากนี้ การมีพลังหญิงขนาดใหญ่ในกองถ่าย โดยเฉพาะเมื่อคิทาน่าและเจดเข้ามา—ช่วยถ่วงสมดุลในฉากที่ค่อนข้างรุนแรงได้ดี การมีนักแสดงหญิงเพิ่มเข้ามาทำให้ทั้งกองถ่ายและภาพยนตร์มีความหนักแน่นขึ้น ฉันคิดว่าแฟนๆ จะตื่นเต้นมาก มันคือหนังระดับมหากาพย์จริงๆ”
จอช ลอว์สัน รับบท คาโน่: “ตอนแรกผมไม่คิดเลยว่าจะเหมาะกับบทนี้ ไม่เคยฝันมาก่อนด้วยซ้ำ! แต่ไซมอนกำลังมองหาบางอย่างที่นอกกรอบ และเขาโน้มน้าวผมให้เห็นสิ่งที่ผมมองไม่เห็นบนหน้ากระดาษ สิ่งนั้นทำให้บทนี้สนุกที่สุด อิสระที่ไซมอนให้ผมได้ปล่อยของ สร้างตัวละครสุดเพี้ยนนี้ขึ้นมา ไซมอนเป็นผู้กำกับที่ยอดเยี่ยม เขาละเอียดทุกขั้นตอน มีวิสัยทัศน์ชัดเจนและสื่อสารได้ดีมาก อีกทั้งยังมีความคิดสร้างสรรค์ด้านภาพและใส่ใจทุกรายละเอียด และถึงแม้สถานการณ์จะวุ่นวาย เขาก็ยังสงบและสุขุมเสมอ ผมอยากให้ผู้กำกับทุกคนเป็นแบบนี้!” ไซมอน แม็คควอยด์กล่าวเสริมว่า “ผมคิดว่าแฟนๆ จะดีใจที่รู้ว่าคาโน่กลับมา เราจำเป็นต้องชุบชีวิตเขาขึ้นมา เพราะไม่มีทางที่ผมจะปล่อยให้จอช ลอว์สันนั่งสำรองแน่นอน!”
ลูดี้ หลิน รับบท หลิว คัง: “เมื่อเอ็ด บูนสร้าง Mortal Kombat เขาคิดถึงตัวละครเจ๋งๆ มากมาย นักสู้ในตำนานที่สมจริงและรุนแรงสุดขั้ว และยังทำให้คำว่า ‘เฟทาลิตี้’ กลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมป๊อปตลอดกาล พอได้ยินคำนี้ ทุกคนก็นึกถึง Mortal Kombat หลิว คังคือตัวตนหัวใจของ Mortal Kombat เขาเป็นเข็มทิศทางศีลธรรม เป็นทิศเหนือที่แท้จริง เขาเป็นตำนาน แข็งแกร่ง มีวินัย และซื่อสัตย์จนบางครั้งก็ทำร้ายตัวเอง ทุกอย่างผสานกับพลังเหนือธรรมชาติ โดยเฉพาะพลังไฟ ความโกรธของเขาถูกถ่ายทอดออกมาเป็นไฟที่พุ่งออกไป เขาสูญเสียน้องชายในภาคแรก และคิทาน่าก็สูญเสียพ่อ เรื่องราวของทั้งคู่จึงเชื่อมโยงกันด้วยการแสวงหาการแก้แค้น หนังเรื่องนี้มีหลายชั้นมาก และไซมอนก็ถักทอทุกอย่างเข้าด้วยกันได้อย่างยอดเยี่ยม ผมสนุกกับการร่วมงานกับเขาเสมอ”
เมห์แคด บรูคส์ รับบท แจ็กซ์ บริกส์: “แจ็กซ์ บริกส์เป็นผู้ชายที่ซับซ้อน ผมพาเขาไป ‘บำบัด’ ก่อนเริ่มถ่ายทำภาคแรก เพื่อทำความรู้จักตัวตนของเขาอย่างแท้จริง เขาผ่านภารกิจในอัฟกานิสถานมาแล้วหกครั้ง และกำลังอยู่ปลายทางอาชีพในหน่วยรบพิเศษ แต่ยังต้องการปกป้องจักรวาลเท่าที่เขารู้จัก เฮมิงเวย์เคยกล่าวว่า คนที่ล่านักรบติดอาวุธมานานและชอบมัน จะไม่สนใจสิ่งอื่นอีก แจ็กซ์ล่ามานานจนการล่ากลายเป็นส่วนหนึ่งของเขา ต้องเป็นปีศาจถึงจะสู้กับปีศาจได้ ปีศาจไม่ได้ดีหรือชั่วโดยตัวมันเอง สิ่งที่ทำให้เราดีใจที่มันอยู่ฝ่ายเราคือเหตุผลเบื้องหลังการกระทำของมัน แจ็กซ์เลือกใช้ความเจ็บปวด บาดแผล และความโกรธ เพื่อปกป้องผู้คนและช่วยโลกเอิร์ธเรียล์มจากการถูกทำลายล้าง นั่นแหละที่ทำให้เขาเป็นฮีโร่” เกี่ยวกับเพื่อนนักแสดง เมห์แคดกล่าวว่า: “พวกเราเป็นครอบครัว Mortal ใหญ่ครอบครัวเดียว สนุกกันมากทั้งในกองและนอกกอง ไปทะเล ไปสวนสัตว์ ไปกินข้าวด้วยกัน เราเป็นครอบครัวกันจริงๆ”
ทาทิ แกเบรียล รับบท เจด: “ฉันโตมากับ Mortal Kombat และตัวละครที่ฉันเลือกเล่นเสมอคือเจด การได้เล่นเธอจริงๆ ในหนังจึงน่าทึ่งมาก เจดเป็นพลังที่ไม่อาจมองข้าม เธอคือมือสังหารของเชา ข่าน และเป็นบอดี้การ์ดของคิทาน่า เธอเติบโตมากับความโหดร้าย ในฐานะเด็กกำพร้า เชา ข่านพบเธอในสังเวียนต่อสู้และรับเธอมาเลี้ยง ให้เป้าหมายชีวิตและสิ่งที่ควรต่อสู้เพื่อเขาให้ครอบครัวแก่เธอ และเธอก็สนิทกับคิทาน่าจนเหมือนพี่น้อง ตลอดเรื่อง มิตรภาพของทั้งคู่ถูกทดสอบ เมื่อคิทาน่าต้องการโค่นเชา ข่านและทวงคืนอีเดเนีย เจดจึงต้องต่อสู้กับศีลธรรมและความหมายของชีวิตตัวเอง ฉันหลงใหลหัวใจของเรื่องนี้มาก—สิ่งที่เจเรมีและไซมอนสร้างไว้—การค้นหาความเป็นมนุษย์ในโลกที่โหดร้าย”
ลูอิส แทน รับบท โคล ยัง: “โคลเป็นตัวละครที่พิเศษใน Mortal Kombat เพราะเขาไม่อยู่ในเกมต้นฉบับ แต่เชื่อมโยงกับสกอร์เปียนในฐานะผู้สืบสายเลือด มันสดใหม่และท้าทายมากในการเล่นตัวละครต้นฉบับ ในแง่หนึ่ง เขาเหมือนดวงตาและหูของผู้ชม พาเราไปรู้จักตัวละครต่างๆ ในมุมมองใหม่ จักรวาล Mortal Kombat เป็นส่วนหนึ่งของวัยเด็กผม ผมมีน้องชายสามคน และเราเล่นเกมนี้ตลอด พยายามแอบแม่อยู่เสมอ เกมนั้นทำให้ผมฝันว่าจะได้เป็นนักแสดงในหนังแอ็กชันฟอร์มยักษ์ และตอนนี้มันเกิดขึ้นจริง การได้ต่อสู้กับตัวละครเหล่านั้นในชีวิตจริงมันช่างเหนือจริง แต่ก็รู้สึกถูกต้องอย่างที่สุด”
เดมอน เฮอร์ริแมน รับบท ควาน ฉี: “ควาน ฉีเป็นจอมเวทผู้ทรงพลังอย่างยิ่งในเนเธอร์เรียล์ม และเป็นหนึ่งในวายร้ายหลักของซีรีส์ Mortal Kombat เขาเป็นนักเนโครแมนเซอร์ ซึ่งหมายความว่าเขาสามารถชุบชีวิตใครก็ตามกลับมาจากความตายได้แทบทั้งหมด เขาเย็นชา ช่างคำนวณ น่ากลัว และเห็นแก่ตัวอย่างที่สุด...
...ผมถูกดึงดูดให้รับบทนี้มาก เพราะมันไม่เหมือนกับสิ่งใดที่ผมเคยทำมาก่อน แม้ผมจะเคยเล่นบทวายร้ายมาหลายครั้ง แต่ไม่เคยเล่นตัวละครที่ไม่ใช่คนจากโลกนี้ และมีรูปลักษณ์แตกต่างจากตัวผมขนาดนี้ นั่นเป็นเสน่ห์อย่างมาก ผมยังสนุกกับการปรับเปลี่ยนโทนเสียงของตัวละครด้วย บทนี้เปิดโอกาสให้ผมได้ดำดิ่งสู่โลกของ Mortal Kombat เกมที่แฟนๆ ทั่วโลกหลงรัก นอกจากนี้ การได้ร่วมงานกับไซมอนและนักแสดงที่ยอดเยี่ยมชุดนี้ก็สนุกมาก และที่สำคัญ เรื่องราวก็เข้มข้นสุดๆ”
มาร์ติน ฟอร์ด รับบท เชา ข่าน: “เชา ข่านคือจักรพรรดิ เขาคือเจ้าพ่อ เขาชั่วร้ายและเจ้าเล่ห์ แต่ขณะเดียวกันก็เป็นอัจฉริยะคนหนึ่ง! เอิร์ธเรียล์มเป็นเพียงถ้วยรางวัลอีกใบสำหรับเขา เขาถูกขับเคลื่อนด้วยอัตตาและความต้องการจะจารึกชื่อของตัวเองไว้ในประวัติศาสตร์ การเตรียมตัวสำหรับตัวละครนี้น่าสนใจมาก เพราะเขาเป็นครึ่งแมงป่อง ครึ่งมนุษย์ ซึ่งเป็นจินตนาการที่ประหลาด แต่เราก็อยากใส่ความสมจริงเข้าไปด้วย”
ความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของมาร์ตินคือขั้นตอนการแต่งโพรสเธติกที่ต้องทำทุกวัน ใช้เวลาประมาณสี่ชั่วโมง: “ปัญหาของโพรสเธติกคือผิวหนังทนได้จำกัด ทีมงานต้องใช้กาวที่แรงมากในปริมาณมหาศาลเพื่อติดชิ้นส่วนบนหน้า คอ และร่างกาย แล้วก็ต้องใช้อะซีโตนลอกกาวออก ซึ่งทำให้ผิวระคายเคืองมาก การนั่งเก้าอี้แต่งหน้า 3–4 ชั่วโมงไม่ใช่ปัญหาใหญ่ แต่ผมต้องตื่นก่อนคนอื่นราวห้าชั่วโมง และเสร็จช้ากว่าคนอื่นอีกสองชั่วโมงกว่าจะถอดทุกอย่างออกได้ ถึงอย่างนั้นผมก็ไม่บ่นเลย ผมรักทุกนาที การได้ทำงานกับทุกคนในหนังเรื่องนี้เป็นความสุขอย่างแท้จริง และผมภูมิใจมากที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของมัน”
แม็กซ์ หวง รับบท คุง เหลา: “ผมรู้สึกเหมือนได้เติบโตไปพร้อมกับบทนี้ตลอดหลายปี เพราะผมเริ่มรับบทกังเหมาตั้งแต่ปี 2019 เขาเป็นตัวละครที่เท่มาก เป็นอดีตพระเส้าหลิน เติบโตในวัดเส้าหลินร่วมกับพี่น้องที่เขารักอย่างหลิว คัง...
เจเรมี่ สเลเตอร์ อธิบายว่า “มันยากเสมอที่จะบริหารตัวละครจำนวนมากขนาดนี้ โดยเฉพาะเมื่อมีนักแสดงที่ยอดเยี่ยมมาช่วยทำให้ตัวละครมีชีวิต เพราะทุกคนต่างก็มีตัวละครโปรดจากเกม และเราก็อยากให้แฟนๆ ทุกคนเดินออกจากโรงด้วยความพอใจ แต่ขณะเดียวกัน เราก็รู้ดีว่าเราต้องอัดทั้งเนื้อเรื่องและฉากแอ็กชันจำนวนมหาศาลลงในภาพยนตร์ความยาวมาตรฐาน ดังนั้นจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ตัวละครบางตัวจะได้เวลาบนจอมากกว่าตัวอื่น...
...ท้ายที่สุด เราตัดสินใจโฟกัสที่จอห์นนี่ เคจ และ คิทาน่า เป็นสองเส้นเรื่องหลัก จอห์นนี่คือหนึ่งในไอคอนของจักรวาล Mortal Kombat อย่างชัดเจน และเรารู้ว่าเราต้องถ่ายทอดตัวละครนี้ให้สมศักดิ์ศรี ส่วนเรื่องราวของคิทาน่าก็ทรงพลังไม่แพ้กัน เบื้องหลังอันโศกเศร้าและการเดินทางเพื่อการล้างแค้นของเธอ เติมหัวใจและอารมณ์ให้กับหนังอย่างมาก เมื่อทั้งสองมาอยู่ด้วยกัน พวกเขาคือดูโอที่ไม่มีใครเอาชนะได้”
เชา ข่าน ซึ่งรับบทโดยมาร์ติน ฟอร์ด หนึ่งในวายร้ายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล แผ่อำนาจครอบงำทุกทัวร์นาเมนต์ พลังของเขาเพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ เมื่อพิชิตอาณาจักรแล้วอาณาจักรเล่า เมื่อเทียบกับความเกรียงไกรนั้น ฝ่ายตรงข้ามของเขา เหล่าฮีโร่แห่ง Mortal Kombat II จึงถูกวางสถานะให้เป็นรองตั้งแต่แรก
มาร์ติน ฟอร์ด เหมาะกับบทเชา ข่านอย่างสมบูรณ์แบบ ผู้กำกับฯ ไซมอน แม็คควอยด์ กล่าวว่า “มาร์ตินสูงหกฟุตแปดนิ้ว และไหล่ก็กว้างพอๆ กัน! เขาทุ่มเทชีวิตให้กับการสร้างร่างกายอันน่าทึ่ง เขานำพลังทางกายและออร่าที่โดดเด่นมาสู่บทนี้ จนเหนือกว่าผู้สมัครคนอื่นๆ อย่างเห็นได้ชัด ในขณะเดียวกัน เขาก็เป็นคนที่น่ารักมาก อารมณ์ดี ตลก และทุ่มเทขยันขันแข็งอย่างเหลือเชื่อ”
สำหรับมาร์ติน ฟอร์ด บทนี้คือ “ความฝันที่เป็นจริง” “Shao Kahn เป็นตัวละครที่ยอดเยี่ยมมาก เขาคือจักรพรรดิ ตัวคุมเกม เขาทั้งชั่วร้าย เจ้าเล่ห์ และยังมีความเป็นอัจฉริยะอยู่ในตัว เขาต้องการอย่างแรงกล้าที่จะเป็นจักรพรรดิของทุกอาณาจักรที่เขาพบ เพื่อหล่อเลี้ยงอีโก้และจารึกชื่อของตัวเองไว้ในประวัติศาสตร์ ผมสนุกกับการเล่นบทนี้มากจริงๆ” เส้นเรื่องด้านอารมณ์ของภาพยนตร์มุ่งไปที่คิทาน่า ซึ่งรับบทโดย อาดีไลน์ รูดอล์ฟ แม็คควอยด์กล่าวเสริมว่า “การเดินทางของคิทาน่าคือหัวใจทางอารมณ์ของหนังเรื่องนี้ เราเริ่มต้นด้วยฉากที่พ่อของเธอ คิง เจอร์รอดถูกเชา ข่านสังหารต่อหน้าต่อตาเธอในวัยเพียงแปดขวบ นั่นคือการเปิดเรื่อง ช่วงเวลาทางประวัติศาสตร์ในตำนาน Mortal Kombat...
...25 ปีต่อมา เรากลับมาพบคิทาน่าอีกครั้ง และเห็นผลกระทบของการสูญเสียพ่อที่หล่อหลอมชีวิตเธอ เธอวางแผนล้างแค้น เชา ข่าน มาโดยตลอด นาฬิกาเริ่มเดินเมื่อเชา ข่านตัดสินใจบุก Earthrealm และถึงเวลาของทัวร์นาเมนต์ครั้งใหม่” เอ็ด บูน กล่าวเสริมว่า “จักรวาลของ Mortal Kombat ถูกขับเคลื่อนด้วยทัวร์นาเมนต์โดยแท้ มันเป็นการแข่งขันที่ตัดสินว่าอาณาจักรใดจะอยู่รอด สุดท้ายแล้ว ทุกอย่างก็ลงเอยที่การต่อสู้ ตัวต่อตัว”
สเลเตอร์ย้ำว่า “แฟน Mortal Kombat ทุกคนรู้ดีว่าเกมชุดนี้มีตำนานและจักรวาลที่ซับซ้อนอย่างมหาศาล ทั้งไทม์ไลน์หลายเส้น การรีบูตเต็มรูปแบบ และตัวละครนับสิบๆ ตัว นั่นคือเหตุผลที่ผมพึ่งพาเอ็ด บูน และพันธมิตรชั้นเยี่ยมของเราที่ Netherrealm Games เพื่อขอคำแนะนำ เมื่อใดก็ตามที่เรามีคำถามเกี่ยวกับตำนานหรือสิ่งที่แฟนๆ อยากเห็นมากที่สุด เราสามารถไปหาผู้เชี่ยวชาญตัวจริง คนที่สร้างเรื่องราวเหล่านี้ขึ้นมาเอง ได้โดยตรงเอ็ดและทีมของเขามีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการชี้นำเราทุกขั้นตอน เพื่อให้ภาพยนตร์ออกมาสมศักดิ์ศรีและตอบโจทย์ความคาดหวังอันสูงลิ่วของแฟนๆ อย่างแท้จริง”
ทีมนักแสดงและตัวละคร คาร์ล เออร์เบิน รับบท จอห์นนี เคจ: “เมื่อเราได้พบกับจอห์นนี เคจเป็นครั้งแรก เขาเป็นตัวละครที่สิ้นหวังมาก อาชีพการงานพังไม่เป็นท่า และชีวิตกำลังตกต่ำ เขาไม่ได้อยู่ในสภาพที่ดีเลยในช่วงต้นของเรื่อง การเดินทางของจอห์นนีในภาพยนตร์เรื่องนี้คือการค้นหาตัวตนและค้นพบพลังภายในของเขา บทภาพยนตร์ของ เจเรมี สเลเตอร์ ยอดเยี่ยมมาก และพาจอห์นนีออกเดินทางครั้งใหญ่ ซึ่งดึงดูดผมอย่างมาก ในฐานะการเตรียมตัว ผมได้ศึกษาเรื่องวัฒนธรรมศิลปะการต่อสู้และการแข่งขัน เพราะนั่นคือโลกที่จอห์นนีเติบโตมา แล้วทันทีที่ผมลงจากเครื่องบินเพื่อเริ่มถ่ายทำ ทีมงานก็พาผมตรงไปซ้อมสตันต์เลย เพราะการออกแบบคิวบู๊เป็นงานใหญ่มหาศาล ตั้งแต่วันแรกผมก็เหมือนถูกโยนลงน้ำลึก เรามีทีมสตันต์ที่ยอดเยี่ยมมาก ดีที่สุดทีมหนึ่งที่ผมเคยร่วมงานด้วย และผมรู้สึกขอบคุณพวกเขาทุกคน ผมตื่นเต้นมากที่ผู้ชมจะได้เห็นสิ่งที่เราสร้างขึ้นมา!”
อเดอลีน รูดอล์ฟ รับบท คิทาน่า: “คิทาน่าเป็นนักรบ เธอคือองค์หญิงสูงสุดแห่งอีเดเนีย ตัวละครที่แข็งแกร่งอย่างยิ่ง ผู้สูญเสียพ่อ และถูกเลี้ยงดูโดยเชา ข่านและกองทัพของเขาในโลกของเขาเอง ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เธอพยายามหาหนทางแก้แค้นให้พ่อ และช่วยประชาชนของเธอให้พ้นจากการปกครองของเชา ข่าน เธอมีพลังอันยิ่งใหญ่ เปี่ยมด้วยความสง่างามและความสุขุม แต่ก็มีความเปราะบางและอ่อนโยนอยู่ด้วย เป็นตัวละครที่น่าสนใจมาก”
ผู้กำกับ ไซมอน แม็คควอยด์ กล่าวเสริมว่าอเดอลีนเหมาะกับบทนี้อย่างยิ่ง “แอดดี้มีพลังในตัวจริงๆ คิทาน่าอ่อนโยนและห่วงใยประชาชนของเธอมาก แต่ขณะเดียวกันก็มีแก่นเหล็กอยู่ข้างใน และถ้าจำเป็น เธอสามารถฉีกหัวใจคุณออกมาได้ ผมพอใจมากกับสิ่งที่แอดดี้นำมาสู่บทนี้”
เจสสิกา แม็คเนมี รับบท ซอนย่า เบลด: “ในที่สุดซอนย่า เบลดก็มีอาร์คาน่าของเธอเอง ครั้งก่อนเธอต่อสู้เหมือนมนุษย์ธรรมดา ใช้มีดและหมัดเปล่า แต่ด้วยพลังใหม่ เธอสามารถเข้าร่วมการแข่งขันในฐานะผู้ทัดเทียมกับทุกคนได้จริงๆ อีกครั้งที่ฉันได้มีฉากต่อสู้สุดยิ่งใหญ่ ซึ่งเป็นส่วนที่สนุกที่สุดของการทำหนังประเภทนี้ ซอนย่าเป็นตัวละครไอคอนิกมาก ฉันโชคดีที่ได้ถ่ายทอดเธอให้มีชีวิต เธอแข็งแกร่ง ดุดัน และเป็นผู้หญิงที่ยืนหยัดท่ามกลางผู้ชายได้อย่างสง่างาม นอกจากนี้ การมีพลังหญิงขนาดใหญ่ในกองถ่าย โดยเฉพาะเมื่อคิทาน่าและเจดเข้ามา—ช่วยถ่วงสมดุลในฉากที่ค่อนข้างรุนแรงได้ดี การมีนักแสดงหญิงเพิ่มเข้ามาทำให้ทั้งกองถ่ายและภาพยนตร์มีความหนักแน่นขึ้น ฉันคิดว่าแฟนๆ จะตื่นเต้นมาก มันคือหนังระดับมหากาพย์จริงๆ”
จอช ลอว์สัน รับบท คาโน่: “ตอนแรกผมไม่คิดเลยว่าจะเหมาะกับบทนี้ ไม่เคยฝันมาก่อนด้วยซ้ำ! แต่ไซมอนกำลังมองหาบางอย่างที่นอกกรอบ และเขาโน้มน้าวผมให้เห็นสิ่งที่ผมมองไม่เห็นบนหน้ากระดาษ สิ่งนั้นทำให้บทนี้สนุกที่สุด อิสระที่ไซมอนให้ผมได้ปล่อยของ สร้างตัวละครสุดเพี้ยนนี้ขึ้นมา ไซมอนเป็นผู้กำกับที่ยอดเยี่ยม เขาละเอียดทุกขั้นตอน มีวิสัยทัศน์ชัดเจนและสื่อสารได้ดีมาก อีกทั้งยังมีความคิดสร้างสรรค์ด้านภาพและใส่ใจทุกรายละเอียด และถึงแม้สถานการณ์จะวุ่นวาย เขาก็ยังสงบและสุขุมเสมอ ผมอยากให้ผู้กำกับทุกคนเป็นแบบนี้!” ไซมอน แม็คควอยด์กล่าวเสริมว่า “ผมคิดว่าแฟนๆ จะดีใจที่รู้ว่าคาโน่กลับมา เราจำเป็นต้องชุบชีวิตเขาขึ้นมา เพราะไม่มีทางที่ผมจะปล่อยให้จอช ลอว์สันนั่งสำรองแน่นอน!”
ลูดี้ หลิน รับบท หลิว คัง: “เมื่อเอ็ด บูนสร้าง Mortal Kombat เขาคิดถึงตัวละครเจ๋งๆ มากมาย นักสู้ในตำนานที่สมจริงและรุนแรงสุดขั้ว และยังทำให้คำว่า ‘เฟทาลิตี้’ กลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมป๊อปตลอดกาล พอได้ยินคำนี้ ทุกคนก็นึกถึง Mortal Kombat หลิว คังคือตัวตนหัวใจของ Mortal Kombat เขาเป็นเข็มทิศทางศีลธรรม เป็นทิศเหนือที่แท้จริง เขาเป็นตำนาน แข็งแกร่ง มีวินัย และซื่อสัตย์จนบางครั้งก็ทำร้ายตัวเอง ทุกอย่างผสานกับพลังเหนือธรรมชาติ โดยเฉพาะพลังไฟ ความโกรธของเขาถูกถ่ายทอดออกมาเป็นไฟที่พุ่งออกไป เขาสูญเสียน้องชายในภาคแรก และคิทาน่าก็สูญเสียพ่อ เรื่องราวของทั้งคู่จึงเชื่อมโยงกันด้วยการแสวงหาการแก้แค้น หนังเรื่องนี้มีหลายชั้นมาก และไซมอนก็ถักทอทุกอย่างเข้าด้วยกันได้อย่างยอดเยี่ยม ผมสนุกกับการร่วมงานกับเขาเสมอ”
เมห์แคด บรูคส์ รับบท แจ็กซ์ บริกส์: “แจ็กซ์ บริกส์เป็นผู้ชายที่ซับซ้อน ผมพาเขาไป ‘บำบัด’ ก่อนเริ่มถ่ายทำภาคแรก เพื่อทำความรู้จักตัวตนของเขาอย่างแท้จริง เขาผ่านภารกิจในอัฟกานิสถานมาแล้วหกครั้ง และกำลังอยู่ปลายทางอาชีพในหน่วยรบพิเศษ แต่ยังต้องการปกป้องจักรวาลเท่าที่เขารู้จัก เฮมิงเวย์เคยกล่าวว่า คนที่ล่านักรบติดอาวุธมานานและชอบมัน จะไม่สนใจสิ่งอื่นอีก แจ็กซ์ล่ามานานจนการล่ากลายเป็นส่วนหนึ่งของเขา ต้องเป็นปีศาจถึงจะสู้กับปีศาจได้ ปีศาจไม่ได้ดีหรือชั่วโดยตัวมันเอง สิ่งที่ทำให้เราดีใจที่มันอยู่ฝ่ายเราคือเหตุผลเบื้องหลังการกระทำของมัน แจ็กซ์เลือกใช้ความเจ็บปวด บาดแผล และความโกรธ เพื่อปกป้องผู้คนและช่วยโลกเอิร์ธเรียล์มจากการถูกทำลายล้าง นั่นแหละที่ทำให้เขาเป็นฮีโร่” เกี่ยวกับเพื่อนนักแสดง เมห์แคดกล่าวว่า: “พวกเราเป็นครอบครัว Mortal ใหญ่ครอบครัวเดียว สนุกกันมากทั้งในกองและนอกกอง ไปทะเล ไปสวนสัตว์ ไปกินข้าวด้วยกัน เราเป็นครอบครัวกันจริงๆ”
ทาทิ แกเบรียล รับบท เจด: “ฉันโตมากับ Mortal Kombat และตัวละครที่ฉันเลือกเล่นเสมอคือเจด การได้เล่นเธอจริงๆ ในหนังจึงน่าทึ่งมาก เจดเป็นพลังที่ไม่อาจมองข้าม เธอคือมือสังหารของเชา ข่าน และเป็นบอดี้การ์ดของคิทาน่า เธอเติบโตมากับความโหดร้าย ในฐานะเด็กกำพร้า เชา ข่านพบเธอในสังเวียนต่อสู้และรับเธอมาเลี้ยง ให้เป้าหมายชีวิตและสิ่งที่ควรต่อสู้เพื่อเขาให้ครอบครัวแก่เธอ และเธอก็สนิทกับคิทาน่าจนเหมือนพี่น้อง ตลอดเรื่อง มิตรภาพของทั้งคู่ถูกทดสอบ เมื่อคิทาน่าต้องการโค่นเชา ข่านและทวงคืนอีเดเนีย เจดจึงต้องต่อสู้กับศีลธรรมและความหมายของชีวิตตัวเอง ฉันหลงใหลหัวใจของเรื่องนี้มาก—สิ่งที่เจเรมีและไซมอนสร้างไว้—การค้นหาความเป็นมนุษย์ในโลกที่โหดร้าย”
ลูอิส แทน รับบท โคล ยัง: “โคลเป็นตัวละครที่พิเศษใน Mortal Kombat เพราะเขาไม่อยู่ในเกมต้นฉบับ แต่เชื่อมโยงกับสกอร์เปียนในฐานะผู้สืบสายเลือด มันสดใหม่และท้าทายมากในการเล่นตัวละครต้นฉบับ ในแง่หนึ่ง เขาเหมือนดวงตาและหูของผู้ชม พาเราไปรู้จักตัวละครต่างๆ ในมุมมองใหม่ จักรวาล Mortal Kombat เป็นส่วนหนึ่งของวัยเด็กผม ผมมีน้องชายสามคน และเราเล่นเกมนี้ตลอด พยายามแอบแม่อยู่เสมอ เกมนั้นทำให้ผมฝันว่าจะได้เป็นนักแสดงในหนังแอ็กชันฟอร์มยักษ์ และตอนนี้มันเกิดขึ้นจริง การได้ต่อสู้กับตัวละครเหล่านั้นในชีวิตจริงมันช่างเหนือจริง แต่ก็รู้สึกถูกต้องอย่างที่สุด”
เดมอน เฮอร์ริแมน รับบท ควาน ฉี: “ควาน ฉีเป็นจอมเวทผู้ทรงพลังอย่างยิ่งในเนเธอร์เรียล์ม และเป็นหนึ่งในวายร้ายหลักของซีรีส์ Mortal Kombat เขาเป็นนักเนโครแมนเซอร์ ซึ่งหมายความว่าเขาสามารถชุบชีวิตใครก็ตามกลับมาจากความตายได้แทบทั้งหมด เขาเย็นชา ช่างคำนวณ น่ากลัว และเห็นแก่ตัวอย่างที่สุด...
...ผมถูกดึงดูดให้รับบทนี้มาก เพราะมันไม่เหมือนกับสิ่งใดที่ผมเคยทำมาก่อน แม้ผมจะเคยเล่นบทวายร้ายมาหลายครั้ง แต่ไม่เคยเล่นตัวละครที่ไม่ใช่คนจากโลกนี้ และมีรูปลักษณ์แตกต่างจากตัวผมขนาดนี้ นั่นเป็นเสน่ห์อย่างมาก ผมยังสนุกกับการปรับเปลี่ยนโทนเสียงของตัวละครด้วย บทนี้เปิดโอกาสให้ผมได้ดำดิ่งสู่โลกของ Mortal Kombat เกมที่แฟนๆ ทั่วโลกหลงรัก นอกจากนี้ การได้ร่วมงานกับไซมอนและนักแสดงที่ยอดเยี่ยมชุดนี้ก็สนุกมาก และที่สำคัญ เรื่องราวก็เข้มข้นสุดๆ”
มาร์ติน ฟอร์ด รับบท เชา ข่าน: “เชา ข่านคือจักรพรรดิ เขาคือเจ้าพ่อ เขาชั่วร้ายและเจ้าเล่ห์ แต่ขณะเดียวกันก็เป็นอัจฉริยะคนหนึ่ง! เอิร์ธเรียล์มเป็นเพียงถ้วยรางวัลอีกใบสำหรับเขา เขาถูกขับเคลื่อนด้วยอัตตาและความต้องการจะจารึกชื่อของตัวเองไว้ในประวัติศาสตร์ การเตรียมตัวสำหรับตัวละครนี้น่าสนใจมาก เพราะเขาเป็นครึ่งแมงป่อง ครึ่งมนุษย์ ซึ่งเป็นจินตนาการที่ประหลาด แต่เราก็อยากใส่ความสมจริงเข้าไปด้วย”
ความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของมาร์ตินคือขั้นตอนการแต่งโพรสเธติกที่ต้องทำทุกวัน ใช้เวลาประมาณสี่ชั่วโมง: “ปัญหาของโพรสเธติกคือผิวหนังทนได้จำกัด ทีมงานต้องใช้กาวที่แรงมากในปริมาณมหาศาลเพื่อติดชิ้นส่วนบนหน้า คอ และร่างกาย แล้วก็ต้องใช้อะซีโตนลอกกาวออก ซึ่งทำให้ผิวระคายเคืองมาก การนั่งเก้าอี้แต่งหน้า 3–4 ชั่วโมงไม่ใช่ปัญหาใหญ่ แต่ผมต้องตื่นก่อนคนอื่นราวห้าชั่วโมง และเสร็จช้ากว่าคนอื่นอีกสองชั่วโมงกว่าจะถอดทุกอย่างออกได้ ถึงอย่างนั้นผมก็ไม่บ่นเลย ผมรักทุกนาที การได้ทำงานกับทุกคนในหนังเรื่องนี้เป็นความสุขอย่างแท้จริง และผมภูมิใจมากที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของมัน”
แม็กซ์ หวง รับบท คุง เหลา: “ผมรู้สึกเหมือนได้เติบโตไปพร้อมกับบทนี้ตลอดหลายปี เพราะผมเริ่มรับบทกังเหมาตั้งแต่ปี 2019 เขาเป็นตัวละครที่เท่มาก เป็นอดีตพระเส้าหลิน เติบโตในวัดเส้าหลินร่วมกับพี่น้องที่เขารักอย่างหลิว คัง...
...ตอนผมอายุ 14 ผมก็เคยไปฝึกที่วัดเส้าหลินและโรงเรียนศิลปะการต่อสู้ใกล้ๆ กัน ทำให้ผมรู้สึกเชื่อมโยงกับบทนี้อย่างมาก ก่อนถ่ายทำภาคแรก ผมไปหาครูเส้าหลินเพื่อฝึกท่วงท่าการเคลื่อนไหวบางอย่างที่เหมาะกับกังเหลา...
...เขาเป็นหนึ่งในนักสู้ที่เก่งที่สุดใน Mortal Kombat และสิ่งที่ทำให้เขาเป็นไอคอนก็คือหมวกคมกริบ ที่ใช้ฟันศัตรูครึ่งตัวและทำอะไรบ้าระห่ำมากมาย แต่ในภาคนี้ กังเหลาแตกต่างออกไป เขาเปลี่ยนไป มีความรู้สึกถูกทอดทิ้งและความแค้นที่มีต่อไรเดนและหลิว คัง เพราะเขารู้สึกว่าถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง การได้เจาะลึกตัวละครและเส้นทางของเขาในครั้งนี้น่าสนใจมาก และฉากต่อสู้ระหว่างกังเหลากับหลิว คังก็ยิ่งใหญ่มากจริงๆ”
ชิน ฮาน รับบท ซาง ซึง: “บทบาทของซาง ซึงในเรื่องนี้น่าสนใจมาก เขายังคงเจ้าเล่ห์เหมือนเดิม แต่ได้รับมอบหมายจากเชา ข่านให้ไปตามหา ‘เครื่องรางของชินน็อค’ ซึ่งเป็นหนึ่งในอาวุธที่ทรงพลังที่สุดในจักรวาล Mortal Kombat แต่คุณไม่มีวันรู้เจตนาที่แท้จริงของซาง ซึง ว่าเขาจะเลือกเดินทางไหน การดูดกลืนวิญญาณเป็นสิ่งที่ยั่วยวนมากสำหรับผม มันแทบจะเหมือนการเป็นนักแสดง เมื่อคุณได้บทแล้วต้องสวมบทบาทเป็นตัวละครที่หลากหลาย ซาง ซึงเป็นปริศนามาโดยตลอด ผมสนุกกับการเล่นเขาในเกมอยู่แล้ว จึงนับเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้มารับบทนี้ในภาพยนตร์...
...Mortal Kombat ทำให้ผมหวนคิดถึงสมัยเป็นนักศึกษาในยุค 90 กับร้านเกมอาร์เคด ผมจำได้ว่ามันตื่นเต้นมาก เพราะในตอนนั้น การได้เล่นเกมนี้ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังฝ่าฝืนกรอบบางอย่าง มันน่าทึ่งจริงๆ ที่เกมนี้อยู่มายาวนานกว่าสามสิบปี ซึ่งเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความชาญฉลาดและความคิดสร้างสรรค์ของผู้สร้าง การได้ร่วมอยู่ในหนังเรื่องนี้ไม่เพียงปลุกความรู้สึกเหล่านั้นกลับมา แต่ยังเพิ่มชั้นความหมายใหม่ๆ เข้าไปอีกมาก”
ทาดาโนบุ อาซาโนะ รับบท ลอร์ด ไรเดน: “ผมรับบทลอร์ด ไรเดน ซึ่งเป็นตัวละครที่ยอดเยี่ยมมาก เขามีพลังอันแข็งแกร่ง รวมถึงความสามารถในการเปิดประตูมิติและพาแชมเปียนไปยังอีกอาณาจักรหนึ่ง พอผมสวมหมวกที่มีพลังพิเศษของเขา ผมก็รู้สึกทรงพลังมากในกองถ่าย ผมคือไรเดน และพร้อมจะสู้แม้ว่าหมวกจะหนักมากก็ตาม!...
...ลอร์ด ไรเดนเป็นผู้คัดเลือกแชมเปียนของเอิร์ธเรียล์ม ในภาคก่อนเขาค้นพบโคล ยัง และในภาคนี้เขาค้นพบจอห์นนี เคจ ไรเดนมองเห็นพลังอันยิ่งใหญ่ในตัวจอห์นนี แม้คนอื่นจะไม่เห็นก็ตาม เขาเป็นตัวละครที่มีอารมณ์ขัน แต่ค่อยๆ แสวงหาพลังของตัวเองไปทีละขั้น ผู้ออกแบบงานสร้าง ทาเนดะซัง นั้นยอดเยี่ยมมาก ผมเคยร่วมงานกับเขาที่ญี่ปุ่น และดีใจมากที่ได้ทำงานด้วยกันอีก หนึ่งในฉากที่เขาออกแบบคือ ‘วิหารลอยฟ้าของไรเดน’ ซึ่งสวยงามมากและช่วยให้ผมเข้าถึงบทบาทได้ง่าย ผมหวังว่าจะทำให้ลูกชายภูมิใจ เขารักเกมนี้มาก!”
โจ ทาสลิม รับบท ปี้ ฮาน: “ปี้ ฮานถือกำเนิดในนรก ในเนเธอร์เรียล์ม เปลวไฟอันเจิดจ้าจากสกอร์เปียนในตอนจบของภาคแรกได้ทอดเงามืดที่ลึกยิ่งขึ้นให้กับปี้-ฮาน และในภาคนี้เขาดำดิ่งสู่ความมืดมากกว่าเดิม เขากลายเป็นวิญญาณที่ถูกทรมาน เป็นนักฆ่า การรับบทนี้เป็นความรับผิดชอบครั้งใหญ่ เพราะคุณอยากทำให้ดีที่สุดเพื่อแฟนๆ ทั่วโลก ผมเองก็เติบโตมากับเกมนี้ พอได้ยินคำว่า ‘Mortal Kombat’ ผมจะนึกถึง ‘Fatality’, ‘Friendship’, ‘Babality’, ประโยค ‘Get over here’ และ ‘Sub-Zero Wins’ ครั้งนี้เราตั้งใจมอบความยุติธรรมให้แฟนๆ มันคือสงครามระหว่างอาณาจักร ไซมอนและเจเรมีได้ขยายโลกให้ซับซ้อนยิ่งขึ้น แต่ยังคงซื่อสัตย์ต่อเกม บทภาพยนตร์แข็งแรงมากและมีตัวละครเพิ่มขึ้น ผมเชื่อว่าฉากต่อสู้ระหว่างบี-ฮานกับสกอร์เปียนในเนเธอร์เรียล์มจะเป็นไฟต์ที่แฟนๆ จดจำไปอีกหลายสิบปี!”
ฮิโรยูกิ ซานาดะ รับบท ฮันโซ / สกอร์เปียน: “สำหรับผม การได้กลับมาเล่นสองตัวละครนี้อีกครั้งเป็นเรื่องน่าสนใจ ฮันโซเป็นผู้นำของเผ่านินจาชิราอิ ริว ในช่วงต้นของภาคแรกเขาเสียชีวิต เขาใช้เวลายาวนานและโหดร้ายในเนเธอร์เรียล์ม ก่อนจะกลับมาในฐานะสกอร์เปียน ตัวตนของฮันโซยังคงอยู่ แต่ตอนนี้เราอยู่ในเนเธอร์เรียล์ม สถานการณ์จึงแตกต่างออกไป ในฐานะคนญี่ปุ่น ผมรับบทนินจ้ามาตั้งแต่เด็ก ตัวละครนินจาคุ้นเคยกับผู้ชมมาก ทำให้ผมหาเส้นเชื่อมกับบทนี้ได้ง่าย ผมสามารถใช้ทั้งความรู้ ประสบการณ์ และสไตล์การต่อสู้ที่คุ้นเคย จึงเล่นฮันโซได้อย่างเป็นธรรมชาติ แต่สกอร์เปียนนั้นแตกต่าง ผมรักการได้เป็นตัวละครนี้ ทุกครั้งที่สวมชุดและพูดประโยคอมตะ ‘Get over here’ ผมมีความสุขมากที่ได้กลับมาเป็นสกอร์เปียน เขาคือหนึ่งในตัวละครที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของ Mortal Kombat”
การแสดงผาดโผน การ์เนอร์ กล่าวว่า: “ภาพยนตร์เรื่องนี้มีฉากต่อสู้มากขึ้นอย่างมาก และมีการออกแบบคิวบู๊ที่ซับซ้อนขึ้น เพราะนี่คือทัวร์นาเมนต์ Mortal Kombat ดังนั้นนักแสดงทุกคนต้องยกระดับตัวเองอย่างเต็มที่ ทั้งการฝึกสภาพร่างกาย การออกแบบท่าต่อสู้ และงานสตันต์ ด้วยความที่นักแสดงของเราหลายคนเป็นนักสู้และมีสมรรถภาพร่างกายยอดเยี่ยม ทุกคนจึงผลักดันและสร้างแรงบันดาลใจให้กันและกันในทุกระดับ ไคล์ การ์ดเนอร์เป็นผู้ประสานงานสตันต์ นักเล่าเรื่อง และผู้สร้างภาพยนตร์ที่ยอดเยี่ยม เขาไม่เพียงช่วยออกแบบฉากต่อสู้ทั้งหมด แต่ยังช่วยฝึกนักแสดง ควบคุมคิวบู๊ และถ่ายทำฉากต่อสู้ทุกฉากที่อยู่ในภาพยนตร์ด้วย”
วอลช์ เสริมว่า: “เราได้เรียนรู้ว่าฉากต่อสู้เหล่านี้ต้องใช้การเตรียมตัวอย่างมาก เรามีฉากต่อสู้รวมประมาณ 20 ฉาก และทุกฉากต้องถูกออกแบบอย่างพิถีพิถัน เราทำคลิปวิดีโอเพื่อให้ทุกคนเข้าใจการไหลของฉาก จากนั้นจึงแยกเป็นส่วนๆ เพื่อใส่องค์ประกอบทางเทคนิคทั้งหมดที่จำเป็นต่อการถ่ายทำ เราเพิ่มเวลาการเตรียมงานสตันต์เป็นสองเท่า เป็นห้าเดือน ไซมอน แมคควอยด์ และไคล์ การ์ดเนอร์ ผู้ประสานงานสตันต์และผู้กำกับหน่วยถ่ายที่สอง ได้พูดคุยรายละเอียดของฉากต่อสู้แต่ละฉากอย่างลึกซึ้ง ในทุกฉากต้องหามุมมอง รวมถึงเส้นเรื่องที่ต้องสอดแทรกเข้าไป เพื่อให้ผู้ชมติดตามได้ตลอดและไม่เกิดอาการเบื่อการต่อสู้ ฉากบู๊ต้องมีหลายชั้น ไม่ให้แบนราบ เมื่อมีเวลามากพอ เราจึงสามารถออกแบบฉากต่อสู้ทั้งหมดได้ก่อนเริ่มถ่ายทำ ซึ่งช่วยให้เรายกระดับงานและเก็บรายละเอียดได้อย่างละเอียด ถือเป็นข้อได้เปรียบอย่างมาก”
นักแสดงถูกทดสอบอย่างหนักตั้งแต่วินาทีแรกที่มาถึงกองถ่าย ไคล์ การ์ดเนอร์ ผู้ประสานงานสตันต์กล่าวว่า: “นักแสดงทุกคนผ่านการฝึกอย่างหนักหน่วง มันค่อนข้างโหด พวกเขาทำงานทั้งวันทุกวัน และถ้าไม่ได้อยู่ในกอง ก็จะมาฝึกกับเรา มันน่าประทับใจมากที่ทุกคนรับมือกับปริมาณการฝึกได้และยกระดับตัวเองขึ้นมาได้จริง ขนาดของภาพยนตร์เรื่องนี้ใหญ่อีกระดับหนึ่ง เรามีตัวละครมากขึ้น ฉากที่ใหญ่ขึ้น และฉากต่อสู้ที่ซับซ้อนมากขึ้นอีกหลายเท่า”
เพื่อพัฒนาสไตล์การต่อสู้ของแต่ละตัวละคร ทีมสตันต์ได้เจาะลึกตัวละครจากเกม การ์ดเนอร์ กล่าวว่า: “เรายึดความเป็นเกมไว้เสมอและซื่อสัตย์ต่อแก่นแท้ของเกม เรามีทั้งความตายและความโหดเหี้ยมทุกอย่างมีครบ ทั้งเลือด ความโหด และทุกองค์ประกอบ เราคารวะต้นฉบับจากเกม แล้วพาไปอีกระดับหนึ่ง มันสุดยอดมากจริงๆ”
การแสดงผาดโผนถือเป็นความท้าทายอย่างแท้จริงสำหรับนักแสดง ไซมอน แมคควอยด์ กล่าวปิดท้ายว่า: “พวกเขาทำให้มันดูเหมือนไม่ยาก แต่จริงๆ แล้วไม่ง่ายเลย นักแสดงต้องเข้าใจทั้งการแสดงและตัวละครของตัวเอง นอกจากจะต้องท่องบทพูดแล้ว ยังต้องจำ ‘บทการต่อสู้’ ของคิวบู๊อีกด้วย งานในแต่ละลำดับฉากมีปริมาณมหาศาล แต่ทุกคนทำงานหนักมาก และผมคิดว่าความทุ่มเทนั้นสะท้อนออกมาในทุกการแสดง มันหนักหน่วงเหมือนวิ่งมาราธอน มีวันที่ทุกคนเหนื่อยล้า แต่ก็ยังมีรอยยิ้มบนใบหน้าของทุกคน”
กาเบรียลล์กล่าวว่า: “เรามีทีมสตันต์ที่ยอดเยี่ยมที่สุด และพวกเขาเป็นครูที่เจ๋งมาก มีฉากต่อสู้เยอะมาก แต่ฉันเป็นคนที่อินกับงานสตันต์สุดๆ ฉันรักมันเลย ฉันชอบพูดตลอดว่า ‘ขอทำมากกว่านี้ได้ไหม เอาฉันขึ้นสลิงได้ไหม ฉันอยากทำมากกว่านี้!’ ทุกขั้นตอนเล็กๆ ต้องซ้อมซ้ำแล้วซ้ำอีก แต่สนุกมาก และฉันรู้สึกโคตรเท่ตลอดเวลาที่ได้ทำสตันต์เจ๋งๆ พวกนี้!”
อดีลีน รูดอล์ฟเสริมว่า: “ขอคารวะทีมสตันต์เลยค่ะ ฉันไม่ได้มาจากพื้นฐานศิลปะการต่อสู้ ดังนั้นพวกเขาต้องทำงานหนักมากกับฉันเพื่อหาความซับซ้อนของสไตล์การต่อสู้ของคิทานะ ฉันรู้สึกขอบคุณมากที่พวกเขาอดทนกับฉัน มันเป็นประสบการณ์ใหม่ทั้งหมดและค่อนข้างยาก แต่ก็สนุกมาก พัดที่คิทานะใช้สู้เป็นส่วนที่ฉันชอบที่สุด มันสนุกมากที่ได้ลองเล่นกับมัน ตอนเริ่มช่วงฝึก ฉันมีพัดธรรมดาคู่หนึ่งก่อน แล้วเราก็ลองขยับ ลองเล่น เพื่อดูว่าแบบไหนรู้สึกถนัดและดี ฉันรักพัดของฉันมาก! ฉันหมกมุ่นกับมันแบบน่ารำคาญเลยล่ะ”
นักแสดงบางคนมีประสบการณ์ด้านศิลปะการต่อสู้อยู่แล้ว แม็กซ์ หวงฝึกศิลปะการต่อสู้มากว่า 20 ปี และมาจากสายการฝึกแบบโรงเรียนแจ็คกี้ ชาน แต่ถึงอย่างนั้น ตามคำกล่าวของผู้กำกับ แม็กควอยด์ “สิ่งที่เขาทำได้ในฉากต่อสู้ของเขานั้นเรียกว่ายอดเยี่ยมอย่างแท้จริง และบางส่วนก็ค่อนข้างอันตรายมาก มันไม่ง่ายอย่างที่เห็นเลยจริงๆ”
หวงกล่าวว่า: “สำหรับผม มันคือการเล่าเรื่องผ่านการเคลื่อนไหว ผมอยู่ในโลกของสตันต์และแอ็กชันมาหลายปี มันเลยเป็นธรรมชาติสำหรับผม ลูดี้ หลิน ผู้รับบทหลิวคัง ไม่ค่อยคุ้นเคยเท่าไร แต่เขาฝึกหนักมาก เขาจะส่งข้อความมาหาผมว่า ‘ไปยิมกัน มาซ้อมคิวท่ากัน ซ้อมไฟต์กัน’ เขาทุ่มเทอย่างหนักมาก และผมคิดว่ามันได้ผลจริงๆ มันเห็นชัดในฉากต่อสู้ของเราด้วยกัน”
การ์เนอร์สรุปว่า: “ผมคิดว่าแฟนๆ จะต้องพูดถึงกันแน่นอนว่าฉากต่อสู้นั้นน่าทึ่งแค่ไหน ภาพของหนังออกมายอดเยี่ยมเพียงใด และเราสามารถถ่ายทอดจักรวาล Mortal Kombat รวมถึงฐานแฟนทั่วโลกได้อย่างสมศักดิ์ศรีจริงๆ”
โปรดิวเซอร์ วานเสริมว่า: “แน่นอนว่าฉากต่อสู้มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับสิ่งที่เรียกว่า ‘Mortal Kombat’ เพราะท้ายที่สุดแล้ว มันคือเกมศิลปะการต่อสู้ใช่ไหมล่ะ พวกเราทุกคนรู้สึกตรงกันว่าอยากทำฉากต่อสู้ออกมาให้ถูกต้อง เราอยากให้แต่ละไฟต์รู้สึกพิเศษและมีเอกลักษณ์เฉพาะของตัวละครแต่ละตัว พร้อมทั้งถ่ายทอดตัวตนของตัวละครออกมาอย่างถูกต้อง เราใช้เวลามากกับการออกแบบฉากและเซ็ตพีซของการต่อสู้ โดยโฟกัสที่คุณลักษณะและความสามารถพิเศษของนักสู้แต่ละคน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ช่วยกำหนดทิศทางของฉากต่อสู้และขับเคลื่อนเรื่องราวไปพร้อมกันด้วย”
องค์ประกอบการสร้างฉาก นักออกแบบงานสร้างและศิลปินชาวญี่ปุ่นที่ได้รับการยกย่อง โยเฮ ทาเนดะ ทำหน้าที่เป็นผู้ออกแบบฉากให้กับภาพยนตร์ MORTAL KOMBAT II การ์เนอร์กล่าวว่า “ผู้ออกแบบงานสร้าง โยเฮ ทาเนดะ และทีมฝ่ายศิลป์ ทำผลงานได้อย่างน่าทึ่งมากในภาพยนตร์เรื่องนี้ ในภาพยนตร์ภาคแรก เราถูกจำกัดอย่างมากในเรื่องสถานที่และฉากที่สามารถถ่ายทำได้ แต่ในภาพยนตร์เรื่องนี้ เราได้รับโอกาสให้เปิดโลกให้กว้างขึ้น เดินทางไปยังอาณาจักรต่าง ๆ และขยายจักรวาลให้ครอบคลุมด่านและโลกของ Mortal Kombat หลายแห่งที่แฟน ๆ รู้จักและหลงรัก”
วอลช์กล่าวเสริมว่า “โยเฮ ทาเนดะ เคยร่วมงานกับผมในเรื่อง KILL BILL และผมก็เป็นแฟนผลงานของเขามาโดยตลอด ผมอยากร่วมงานกับเขาอีกครั้งเสมอ และเราก็โชคดีมากที่สามารถโน้มน้าวให้เขามารับงานนี้ได้ งานออกแบบของเขานั้นยอดเยี่ยมเป็นพิเศษ เขาแทบจะสร้างหมู่บ้านทั้งหมู่บ้านขึ้นมาในอีเดเนีย รวมถึงวิหารแห่งท้องฟ้า และเนเธอร์เรล์ม โดยทั้งหมดเต็มไปด้วยรายละเอียดที่น่าทึ่ง”
ทาเนดะซัง กล่าวว่า สิ่งที่ดึงดูดเขาให้มาทำภาพยนตร์เรื่องนี้คือ “เบนเน็ตต์บอกผมว่าผมจะได้สร้างโลกแฟนตาซีถึงสี่โลกในภาพยนตร์เรื่องเดียว และนั่นสร้างแรงบันดาลใจให้ผมมาก สี่โลกที่แตกต่างกันในหนังเรื่องเดียว! นั่นคือภาระงานที่มหาศาล แต่ก็ทำให้เห็นถึงขนาดและมิติของภาพยนตร์เรื่องนี้ได้อย่างชัดเจน”
เมื่อทาเนดะซังทำงาน เขาชอบร่างภาพและวาดแบบในฐานะศิลปิน มากกว่าการทำงานบนคอมพิวเตอร์ ดังนั้นเขาจึงสเก็ตช์แบบของแต่ละฉากเพื่อนำเสนอให้กับ ไซมอน แม็คควอยด์ ดู โดยกล่าวว่า “ในขั้นตอนแรก สำหรับอีเดเนีย แทบไม่มีข้อมูลหรือภาพอ้างอิงในตัวเกมเลย ดังนั้นผมจึงมีอิสระในการออกแบบโลกใหม่ทั้งหมด ผมร่างภาพทั้งเมืองอีเดเนียและปราสาท มันมีกลิ่นอายแบบยุโรป แต่ผมอยากเติมเอกลักษณ์ของตัวเองเข้าไปด้วยความเป็นเอเชียเล็กน้อย ซึ่งทำให้เกิดความสมดุลที่ลงตัว นอกจากนี้ เรายังเห็นการเปลี่ยนแปลงของเมืองจากยุคการปกครองของกษัตริย์เจอร์ร็อด ซึ่งเขียวขจีและงดงาม ก่อนจะกลายเป็นสิ่งที่ตายด้านและน่าเกลียดภายใต้การปกครองของเชา ข่าน ผมสนุกกับการได้ออกแบบทั้งสองช่วง ผมคิดว่าน่าสนใจมากที่สามารถเล่าเรื่องราวได้มากมายผ่านฉากเดียว ส่วนเนเธอร์เรล์มเริ่มต้นจากการเป็นเมืองแห่งอนาคต มีกลิ่นอายไซไฟ แต่ต่อมาผมก็เกิดไอเดียที่จะนำแรงบันดาลใจบางส่วนมาจากเอชเชอร์ จิตรกรชาวดัตช์”
สำหรับสนามประลองที่เป็นเอกลักษณ์และปรากฏซ้ำอยู่สองแห่ง คือ The Pit และ Deadpool ตัวเกมเองถือเป็น หล่งข้อมูลหลัก โดยทาเนดะกล่าวว่า “ผมไม่อยากทำให้ใครผิดหวังกับการออกแบบ The Pit สำหรับ Deadpool ผมให้ความสำคัญกับชนิดของวัสดุที่จะใช้ โดยเฉพาะหินและก้อนหินต่าง ๆ เพื่อให้มันดูจับต้องได้จริงและสมจริงที่สุด ส่วน Sky Temple ผมไม่อยากโฟกัสแค่วัฒนธรรมเดียว ดังนั้นผมจึงเพิ่มองค์ประกอบแบบญี่ปุ่นเข้าไปในสไตล์จีน”
ลูดี หลิน กล่าวทิ้งท้ายว่า “แต่ละฉากมีคาแรกเตอร์ของตัวเอง มีจิตวิญญาณของตัวเอง และเมื่อฉากเหล่านั้นเต็มไปด้วยผู้คนและเรื่องราว มีประชาชนร่วมร้องตะโกนสนับสนุนกษัตริย์เจอร์ร็อด หรือคร่ำครวญถึงการปกครองของเชา ข่าน มันทำให้ฉากเหล่านั้นมีชีวิตขึ้นมาจริง ๆ และเมื่อคุณได้เห็นมันบนจอภาพยนตร์ พร้อมแสงไฟที่ส่องประกอบ แต่ละฉากก็เปรียบเสมือนงานศิลปะชิ้นหนึ่ง งดงามตระการตา สวยงามอย่างแท้จริง”
เครื่องแต่งกาย ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย แคปปิ ไอร์แลนด์ ต้องรับภารกิจอันยิ่งใหญ่ในการสร้างเครื่องแต่งกายทั้งหมดสำหรับตัวละครในภาพยนตร์ MORTAL KOMBAT II ไอร์แลนด์กล่าวว่า “สำหรับนักออกแบบเครื่องแต่งกายแล้ว การได้ทำงานกับภาพยนตร์ประเภทนี้คือความฝัน และมันเป็นการเดินทางที่น่าทึ่งมากในการสร้างสรรค์เครื่องแต่งกายทั้งหมดสำหรับโลกที่ตัวละครเหล่านี้อาศัยอยู่ เราทำงานกันอย่างหนักเพื่อแสดงความเคารพต่อคาแรกเตอร์ทั้งหมดของ Mortal Kombat จากเกมต้นฉบับ ขณะเดียวกันก็นำพวกเขามามีชีวิตอยู่ในโลกความเป็นจริง และยึดโยงพวกเขาเข้ากับสุนทรียภาพที่จับต้องได้และทรงพลังมากขึ้น”
“ในขณะเดียวกัน” ไอร์แลนด์กล่าวต่อ “ก็เป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องยอมรับและเคารพแฟน ๆ ของเกม และสิ่งที่พวกเขาอยากเห็น ตัวอย่างเช่น คุงลาว หลิวคัง และซางซุง ล้วนมีการอ้างอิงทางวัฒนธรรมจีนอยู่มาก ซึ่งเห็นได้ชัดเจนในเครื่องแต่งกายของพวกเขาในเกม รวมถึงการเลือกสไตล์ต่าง ๆ หลิวคังเป็นพระเส้าหลิน ซึ่งสะท้อนออกมาทั้งในวิธีการต่อสู้และการแต่งกายของเขา ส่วนซางซุง ซึ่งเป็นตัวละครเชื้อสายจีนเช่นกัน เราได้นำแรงบันดาลใจจากจักรพรรดิโบราณมาใช้ในการออกแบบ สำหรับสกอร์เปียนนั้น เขาเป็นญี่ปุ่นอย่างแท้จริง ดังนั้นจึงเป็นการเดินทางที่แตกต่างออกไป สู่โลกของวัฒนธรรมญี่ปุ่น ซามูไร และนินจา”
สำหรับอาณาจักร อีเดเนีย ผู้กำกับ ไซมอน แม็คควอยด์ ต้องการสร้างอารยธรรมใหม่ทั้งหมดที่ไม่เชื่อมโยงกับวัฒนธรรมใดๆ ที่มีอยู่ แคปปิกล่าวว่า “นั่นคือผืนผ้าใบเปล่าอย่างแท้จริง และคำถามก็คือ เราจะสร้างวัฒนธรรมและอารยธรรมที่ไม่เคยมีอยู่ได้อย่างไร เราศึกษาประวัติศาสตร์อย่างลึกซึ้งเพื่อดูว่าจะเริ่มต้นจากตรงไหน เราสร้างรูปทรงและสีสันที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะในเครื่องแต่งกายเหล่านั้น และฉันภูมิใจในอีเดเนียเป็นพิเศษ”
มีตัวละครจำนวนมาก และแต่ละตัวก็มีรูปลักษณ์และอารมณ์ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ไอร์แลนด์กล่าวว่า “เชา ข่าน คือวายร้ายที่ยิ่งใหญ่ที่สุด และเขาเป็นผลงานที่ซับซ้อนที่สุดของเรา เราต้องขยายเครื่องแต่งกายของเขาให้ครอบคลุมอวัยวะเทียมที่สวมอยู่ และหมวกก็ผ่านการปรับแบบหลายครั้งเพื่อให้ดูโหดเหี้ยมที่สุด มันเป็นชุดที่ใหญ่และโดดเด่นมาก เป็นทั้งเกราะและหมวกขนาดมหึมา แต่ในขณะเดียวกัน มาร์ติน ก็จำเป็นต้องสามารถแสดงฉากต่อสู้ทั้งหมดได้ ซึ่งยิ่งเพิ่มระดับความยากเข้าไปอีก เราทำงานอย่างใกล้ชิดกับทีมสตันต์ตลอดเวลา เพื่อให้มั่นใจว่าเครื่องแต่งกายนอกจากจะดูดีแล้ว ยังต้องใช้งานได้จริง และเปิดโอกาสให้นักแสดงเคลื่อนไหวและต่อสู้ได้อย่างที่จำเป็น”
คิทานา เป็นอีกหนึ่งตัวละครใหม่ในภาพยนตร์เรื่องนี้ ไอร์แลนด์กล่าวว่า “คิทานาเป็นตัวละครที่ได้รับความนิยมอย่างมากในเกม เราต้องการมอบเครื่องแต่งกายที่ดูประณีต สวยงาม และสง่างามให้กับเธอ เป็นลุคที่มีความเป็นราชวงศ์และสูงศักดิ์ อาวุธประจำตัวของเธอคือพัดที่ซ่อนใบมีดไว้ภายใน ดังนั้นเราจึงนำลวดลายของพัดนั้นมาใช้ซ้ำในเครื่องแต่งกายของเธอ สีที่ใช้คือสีน้ำเงินโคบอลต์ที่สวยงาม ซึ่งเป็นสีประจำตัวของคิทานาในเกม อเดอลีนสวมมันได้อย่างลงตัวมาก มันดูสวยงามบนตัวเธอจริง ๆ” รูดอล์ฟกล่าวว่า “ฉันรักชุดของฉันมาก! มันมีเอกลักษณ์สุด ๆ และยังผสานสไตล์ต่าง ๆ ของคิทานาจากในเกมเข้าไว้ด้วยกันได้อย่างลงตัว ทันทีที่ฉันสวมคอร์เซ็ตรัดรูปนั้น ฉันก็เข้าสู่ตัวละครได้ทันที!”
ผู้สร้างและทีมนักแสดงของภาพยนตร์ Mortal Kombat II ต่างภาคภูมิใจอย่างยิ่งกับภาพยนตร์ภาคใหม่ที่ขยายโลกเรื่องราวให้ยิ่งใหญ่ขึ้น และยกระดับประสบการณ์ไปอีกขั้น ผู้กำกับ/โปรดิวเซอร์ ไซมอน แม็คควอยด์ กล่าวว่า “ผมอยากให้ผู้ชมรู้สึกถึงความสมจริงและพลังของการเดินทางที่พวกเขากำลังจะได้สัมผัส อยากให้มันกระแทกอารมณ์หน้าตรง หน้าที่ของผมในฐานะผู้กำกับคือการสร้าง ‘โทน’ ที่ชัดเจนมากด้วยทุกองค์ประกอบ และโทนนั้นคือการทำให้ผู้ชมอยู่ในสภาวะแห่งความพิศวง นั่นคือสิ่งที่ผมตั้งใจจะทำ ดังนั้นทุกการตัดสินใจ ไม่ว่าจะเป็นฉาก เลนส์ กล้อง หรือเครื่องแต่งกาย ล้วนมีไว้เพื่อหล่อหลอมโทนนั้น ทั้งสเกลของงาน สเกลของอารมณ์ และแรงปะทะที่มันจะส่งถึงผู้ชม นี่แหละคือเหตุผลว่าทำไมคุณต้องไปดูพร้อมผู้ชมคนอื่น ๆ บนจอยักษ์ เพราะภาพยนตร์เรื่องนี้ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่รากฐานเพื่อฉายบนจอที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และทุกอย่างที่มาพร้อมกัน งานออกแบบเสียง ดนตรี ทั้งหมดหลอมรวมเป็นประสบการณ์ยิ่งใหญ่ที่พาคุณออกเดินทาง”
โปรดิวเซอร์ ทอดด์ การ์เนอร์ กล่าวว่า “ภาพยนตร์ภาคที่สองคำนึงถึงทุกสิ่งที่แฟน ๆ เรียกร้องมาและมากกว่านั้นอีก สิ่งที่ทำให้เราดีใจที่สุดคือในขั้นตอนฉายทดสอบ แม้แต่คนที่ไม่เคยดูภาคแรกมาก่อนก็ยังชอบภาคสอง และถึงกับบอกว่าอยากกลับไปดูภาคแรกด้วย นั่นหมายความว่าเราไม่เพียงส่งมอบสิ่งที่แฟน ๆ ทั่วโลกต้องการและคาดหวัง แต่เรายังสร้างกองทัพแฟนรุ่นใหม่สำหรับอนาคตอีกด้วย”
โปรดิวเซอร์ เจมส์ วาน กล่าวว่า “ตอนที่ผมดูเวอร์ชันตัดต่อแรก ผมรู้สึกตื่นเต้นแบบแฟนพันธุ์แท้ แค่นั่งดูทุกอย่างบนจอแล้วคิดว่า ‘เรากำลังสร้างโลกใบนี้ขึ้นมาจริง ๆ นำตัวละคร เรื่องราว และจักรวาลทั้งหมดมามีชีวิตในสเกลที่ยิ่งใหญ่ที่สุด’ ผมมีความสุขมาก และเชื่อว่าแฟน ๆ จะต้องสนุกกับเรื่องนี้อย่างแน่นอน และมันต้องดูบนจอที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะทุกอย่างของหนังเรื่องนี้ “ใหญ่กว่าชีวิตจริง” หนังสนุกตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว และการได้ดูบนจอยักษ์ก็ยิ่งพามันไปอีกระดับหนึ่ง”
เตรียมเข้าสู่ศึกแห่งศักดิ์ศรีที่ไม่มีคำว่าปราณี 7 พฤษภาคม 2569 ฉายเฉพาะในโรงภาพยนตร์ และระบบ IMAX® , Dolby Vision+Atmos® , 4DX ,Screen X, MX4D และ ZIGMA CINESTADIUM
ชิน ฮาน รับบท ซาง ซึง: “บทบาทของซาง ซึงในเรื่องนี้น่าสนใจมาก เขายังคงเจ้าเล่ห์เหมือนเดิม แต่ได้รับมอบหมายจากเชา ข่านให้ไปตามหา ‘เครื่องรางของชินน็อค’ ซึ่งเป็นหนึ่งในอาวุธที่ทรงพลังที่สุดในจักรวาล Mortal Kombat แต่คุณไม่มีวันรู้เจตนาที่แท้จริงของซาง ซึง ว่าเขาจะเลือกเดินทางไหน การดูดกลืนวิญญาณเป็นสิ่งที่ยั่วยวนมากสำหรับผม มันแทบจะเหมือนการเป็นนักแสดง เมื่อคุณได้บทแล้วต้องสวมบทบาทเป็นตัวละครที่หลากหลาย ซาง ซึงเป็นปริศนามาโดยตลอด ผมสนุกกับการเล่นเขาในเกมอยู่แล้ว จึงนับเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้มารับบทนี้ในภาพยนตร์...
...Mortal Kombat ทำให้ผมหวนคิดถึงสมัยเป็นนักศึกษาในยุค 90 กับร้านเกมอาร์เคด ผมจำได้ว่ามันตื่นเต้นมาก เพราะในตอนนั้น การได้เล่นเกมนี้ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังฝ่าฝืนกรอบบางอย่าง มันน่าทึ่งจริงๆ ที่เกมนี้อยู่มายาวนานกว่าสามสิบปี ซึ่งเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความชาญฉลาดและความคิดสร้างสรรค์ของผู้สร้าง การได้ร่วมอยู่ในหนังเรื่องนี้ไม่เพียงปลุกความรู้สึกเหล่านั้นกลับมา แต่ยังเพิ่มชั้นความหมายใหม่ๆ เข้าไปอีกมาก”
ทาดาโนบุ อาซาโนะ รับบท ลอร์ด ไรเดน: “ผมรับบทลอร์ด ไรเดน ซึ่งเป็นตัวละครที่ยอดเยี่ยมมาก เขามีพลังอันแข็งแกร่ง รวมถึงความสามารถในการเปิดประตูมิติและพาแชมเปียนไปยังอีกอาณาจักรหนึ่ง พอผมสวมหมวกที่มีพลังพิเศษของเขา ผมก็รู้สึกทรงพลังมากในกองถ่าย ผมคือไรเดน และพร้อมจะสู้แม้ว่าหมวกจะหนักมากก็ตาม!...
...ลอร์ด ไรเดนเป็นผู้คัดเลือกแชมเปียนของเอิร์ธเรียล์ม ในภาคก่อนเขาค้นพบโคล ยัง และในภาคนี้เขาค้นพบจอห์นนี เคจ ไรเดนมองเห็นพลังอันยิ่งใหญ่ในตัวจอห์นนี แม้คนอื่นจะไม่เห็นก็ตาม เขาเป็นตัวละครที่มีอารมณ์ขัน แต่ค่อยๆ แสวงหาพลังของตัวเองไปทีละขั้น ผู้ออกแบบงานสร้าง ทาเนดะซัง นั้นยอดเยี่ยมมาก ผมเคยร่วมงานกับเขาที่ญี่ปุ่น และดีใจมากที่ได้ทำงานด้วยกันอีก หนึ่งในฉากที่เขาออกแบบคือ ‘วิหารลอยฟ้าของไรเดน’ ซึ่งสวยงามมากและช่วยให้ผมเข้าถึงบทบาทได้ง่าย ผมหวังว่าจะทำให้ลูกชายภูมิใจ เขารักเกมนี้มาก!”
โจ ทาสลิม รับบท ปี้ ฮาน: “ปี้ ฮานถือกำเนิดในนรก ในเนเธอร์เรียล์ม เปลวไฟอันเจิดจ้าจากสกอร์เปียนในตอนจบของภาคแรกได้ทอดเงามืดที่ลึกยิ่งขึ้นให้กับปี้-ฮาน และในภาคนี้เขาดำดิ่งสู่ความมืดมากกว่าเดิม เขากลายเป็นวิญญาณที่ถูกทรมาน เป็นนักฆ่า การรับบทนี้เป็นความรับผิดชอบครั้งใหญ่ เพราะคุณอยากทำให้ดีที่สุดเพื่อแฟนๆ ทั่วโลก ผมเองก็เติบโตมากับเกมนี้ พอได้ยินคำว่า ‘Mortal Kombat’ ผมจะนึกถึง ‘Fatality’, ‘Friendship’, ‘Babality’, ประโยค ‘Get over here’ และ ‘Sub-Zero Wins’ ครั้งนี้เราตั้งใจมอบความยุติธรรมให้แฟนๆ มันคือสงครามระหว่างอาณาจักร ไซมอนและเจเรมีได้ขยายโลกให้ซับซ้อนยิ่งขึ้น แต่ยังคงซื่อสัตย์ต่อเกม บทภาพยนตร์แข็งแรงมากและมีตัวละครเพิ่มขึ้น ผมเชื่อว่าฉากต่อสู้ระหว่างบี-ฮานกับสกอร์เปียนในเนเธอร์เรียล์มจะเป็นไฟต์ที่แฟนๆ จดจำไปอีกหลายสิบปี!”
ฮิโรยูกิ ซานาดะ รับบท ฮันโซ / สกอร์เปียน: “สำหรับผม การได้กลับมาเล่นสองตัวละครนี้อีกครั้งเป็นเรื่องน่าสนใจ ฮันโซเป็นผู้นำของเผ่านินจาชิราอิ ริว ในช่วงต้นของภาคแรกเขาเสียชีวิต เขาใช้เวลายาวนานและโหดร้ายในเนเธอร์เรียล์ม ก่อนจะกลับมาในฐานะสกอร์เปียน ตัวตนของฮันโซยังคงอยู่ แต่ตอนนี้เราอยู่ในเนเธอร์เรียล์ม สถานการณ์จึงแตกต่างออกไป ในฐานะคนญี่ปุ่น ผมรับบทนินจ้ามาตั้งแต่เด็ก ตัวละครนินจาคุ้นเคยกับผู้ชมมาก ทำให้ผมหาเส้นเชื่อมกับบทนี้ได้ง่าย ผมสามารถใช้ทั้งความรู้ ประสบการณ์ และสไตล์การต่อสู้ที่คุ้นเคย จึงเล่นฮันโซได้อย่างเป็นธรรมชาติ แต่สกอร์เปียนนั้นแตกต่าง ผมรักการได้เป็นตัวละครนี้ ทุกครั้งที่สวมชุดและพูดประโยคอมตะ ‘Get over here’ ผมมีความสุขมากที่ได้กลับมาเป็นสกอร์เปียน เขาคือหนึ่งในตัวละครที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของ Mortal Kombat”
การแสดงผาดโผน การ์เนอร์ กล่าวว่า: “ภาพยนตร์เรื่องนี้มีฉากต่อสู้มากขึ้นอย่างมาก และมีการออกแบบคิวบู๊ที่ซับซ้อนขึ้น เพราะนี่คือทัวร์นาเมนต์ Mortal Kombat ดังนั้นนักแสดงทุกคนต้องยกระดับตัวเองอย่างเต็มที่ ทั้งการฝึกสภาพร่างกาย การออกแบบท่าต่อสู้ และงานสตันต์ ด้วยความที่นักแสดงของเราหลายคนเป็นนักสู้และมีสมรรถภาพร่างกายยอดเยี่ยม ทุกคนจึงผลักดันและสร้างแรงบันดาลใจให้กันและกันในทุกระดับ ไคล์ การ์ดเนอร์เป็นผู้ประสานงานสตันต์ นักเล่าเรื่อง และผู้สร้างภาพยนตร์ที่ยอดเยี่ยม เขาไม่เพียงช่วยออกแบบฉากต่อสู้ทั้งหมด แต่ยังช่วยฝึกนักแสดง ควบคุมคิวบู๊ และถ่ายทำฉากต่อสู้ทุกฉากที่อยู่ในภาพยนตร์ด้วย”
วอลช์ เสริมว่า: “เราได้เรียนรู้ว่าฉากต่อสู้เหล่านี้ต้องใช้การเตรียมตัวอย่างมาก เรามีฉากต่อสู้รวมประมาณ 20 ฉาก และทุกฉากต้องถูกออกแบบอย่างพิถีพิถัน เราทำคลิปวิดีโอเพื่อให้ทุกคนเข้าใจการไหลของฉาก จากนั้นจึงแยกเป็นส่วนๆ เพื่อใส่องค์ประกอบทางเทคนิคทั้งหมดที่จำเป็นต่อการถ่ายทำ เราเพิ่มเวลาการเตรียมงานสตันต์เป็นสองเท่า เป็นห้าเดือน ไซมอน แมคควอยด์ และไคล์ การ์ดเนอร์ ผู้ประสานงานสตันต์และผู้กำกับหน่วยถ่ายที่สอง ได้พูดคุยรายละเอียดของฉากต่อสู้แต่ละฉากอย่างลึกซึ้ง ในทุกฉากต้องหามุมมอง รวมถึงเส้นเรื่องที่ต้องสอดแทรกเข้าไป เพื่อให้ผู้ชมติดตามได้ตลอดและไม่เกิดอาการเบื่อการต่อสู้ ฉากบู๊ต้องมีหลายชั้น ไม่ให้แบนราบ เมื่อมีเวลามากพอ เราจึงสามารถออกแบบฉากต่อสู้ทั้งหมดได้ก่อนเริ่มถ่ายทำ ซึ่งช่วยให้เรายกระดับงานและเก็บรายละเอียดได้อย่างละเอียด ถือเป็นข้อได้เปรียบอย่างมาก”
นักแสดงถูกทดสอบอย่างหนักตั้งแต่วินาทีแรกที่มาถึงกองถ่าย ไคล์ การ์ดเนอร์ ผู้ประสานงานสตันต์กล่าวว่า: “นักแสดงทุกคนผ่านการฝึกอย่างหนักหน่วง มันค่อนข้างโหด พวกเขาทำงานทั้งวันทุกวัน และถ้าไม่ได้อยู่ในกอง ก็จะมาฝึกกับเรา มันน่าประทับใจมากที่ทุกคนรับมือกับปริมาณการฝึกได้และยกระดับตัวเองขึ้นมาได้จริง ขนาดของภาพยนตร์เรื่องนี้ใหญ่อีกระดับหนึ่ง เรามีตัวละครมากขึ้น ฉากที่ใหญ่ขึ้น และฉากต่อสู้ที่ซับซ้อนมากขึ้นอีกหลายเท่า”
เพื่อพัฒนาสไตล์การต่อสู้ของแต่ละตัวละคร ทีมสตันต์ได้เจาะลึกตัวละครจากเกม การ์ดเนอร์ กล่าวว่า: “เรายึดความเป็นเกมไว้เสมอและซื่อสัตย์ต่อแก่นแท้ของเกม เรามีทั้งความตายและความโหดเหี้ยมทุกอย่างมีครบ ทั้งเลือด ความโหด และทุกองค์ประกอบ เราคารวะต้นฉบับจากเกม แล้วพาไปอีกระดับหนึ่ง มันสุดยอดมากจริงๆ”
การแสดงผาดโผนถือเป็นความท้าทายอย่างแท้จริงสำหรับนักแสดง ไซมอน แมคควอยด์ กล่าวปิดท้ายว่า: “พวกเขาทำให้มันดูเหมือนไม่ยาก แต่จริงๆ แล้วไม่ง่ายเลย นักแสดงต้องเข้าใจทั้งการแสดงและตัวละครของตัวเอง นอกจากจะต้องท่องบทพูดแล้ว ยังต้องจำ ‘บทการต่อสู้’ ของคิวบู๊อีกด้วย งานในแต่ละลำดับฉากมีปริมาณมหาศาล แต่ทุกคนทำงานหนักมาก และผมคิดว่าความทุ่มเทนั้นสะท้อนออกมาในทุกการแสดง มันหนักหน่วงเหมือนวิ่งมาราธอน มีวันที่ทุกคนเหนื่อยล้า แต่ก็ยังมีรอยยิ้มบนใบหน้าของทุกคน”
กาเบรียลล์กล่าวว่า: “เรามีทีมสตันต์ที่ยอดเยี่ยมที่สุด และพวกเขาเป็นครูที่เจ๋งมาก มีฉากต่อสู้เยอะมาก แต่ฉันเป็นคนที่อินกับงานสตันต์สุดๆ ฉันรักมันเลย ฉันชอบพูดตลอดว่า ‘ขอทำมากกว่านี้ได้ไหม เอาฉันขึ้นสลิงได้ไหม ฉันอยากทำมากกว่านี้!’ ทุกขั้นตอนเล็กๆ ต้องซ้อมซ้ำแล้วซ้ำอีก แต่สนุกมาก และฉันรู้สึกโคตรเท่ตลอดเวลาที่ได้ทำสตันต์เจ๋งๆ พวกนี้!”
อดีลีน รูดอล์ฟเสริมว่า: “ขอคารวะทีมสตันต์เลยค่ะ ฉันไม่ได้มาจากพื้นฐานศิลปะการต่อสู้ ดังนั้นพวกเขาต้องทำงานหนักมากกับฉันเพื่อหาความซับซ้อนของสไตล์การต่อสู้ของคิทานะ ฉันรู้สึกขอบคุณมากที่พวกเขาอดทนกับฉัน มันเป็นประสบการณ์ใหม่ทั้งหมดและค่อนข้างยาก แต่ก็สนุกมาก พัดที่คิทานะใช้สู้เป็นส่วนที่ฉันชอบที่สุด มันสนุกมากที่ได้ลองเล่นกับมัน ตอนเริ่มช่วงฝึก ฉันมีพัดธรรมดาคู่หนึ่งก่อน แล้วเราก็ลองขยับ ลองเล่น เพื่อดูว่าแบบไหนรู้สึกถนัดและดี ฉันรักพัดของฉันมาก! ฉันหมกมุ่นกับมันแบบน่ารำคาญเลยล่ะ”
นักแสดงบางคนมีประสบการณ์ด้านศิลปะการต่อสู้อยู่แล้ว แม็กซ์ หวงฝึกศิลปะการต่อสู้มากว่า 20 ปี และมาจากสายการฝึกแบบโรงเรียนแจ็คกี้ ชาน แต่ถึงอย่างนั้น ตามคำกล่าวของผู้กำกับ แม็กควอยด์ “สิ่งที่เขาทำได้ในฉากต่อสู้ของเขานั้นเรียกว่ายอดเยี่ยมอย่างแท้จริง และบางส่วนก็ค่อนข้างอันตรายมาก มันไม่ง่ายอย่างที่เห็นเลยจริงๆ”
หวงกล่าวว่า: “สำหรับผม มันคือการเล่าเรื่องผ่านการเคลื่อนไหว ผมอยู่ในโลกของสตันต์และแอ็กชันมาหลายปี มันเลยเป็นธรรมชาติสำหรับผม ลูดี้ หลิน ผู้รับบทหลิวคัง ไม่ค่อยคุ้นเคยเท่าไร แต่เขาฝึกหนักมาก เขาจะส่งข้อความมาหาผมว่า ‘ไปยิมกัน มาซ้อมคิวท่ากัน ซ้อมไฟต์กัน’ เขาทุ่มเทอย่างหนักมาก และผมคิดว่ามันได้ผลจริงๆ มันเห็นชัดในฉากต่อสู้ของเราด้วยกัน”
การ์เนอร์สรุปว่า: “ผมคิดว่าแฟนๆ จะต้องพูดถึงกันแน่นอนว่าฉากต่อสู้นั้นน่าทึ่งแค่ไหน ภาพของหนังออกมายอดเยี่ยมเพียงใด และเราสามารถถ่ายทอดจักรวาล Mortal Kombat รวมถึงฐานแฟนทั่วโลกได้อย่างสมศักดิ์ศรีจริงๆ”
โปรดิวเซอร์ วานเสริมว่า: “แน่นอนว่าฉากต่อสู้มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับสิ่งที่เรียกว่า ‘Mortal Kombat’ เพราะท้ายที่สุดแล้ว มันคือเกมศิลปะการต่อสู้ใช่ไหมล่ะ พวกเราทุกคนรู้สึกตรงกันว่าอยากทำฉากต่อสู้ออกมาให้ถูกต้อง เราอยากให้แต่ละไฟต์รู้สึกพิเศษและมีเอกลักษณ์เฉพาะของตัวละครแต่ละตัว พร้อมทั้งถ่ายทอดตัวตนของตัวละครออกมาอย่างถูกต้อง เราใช้เวลามากกับการออกแบบฉากและเซ็ตพีซของการต่อสู้ โดยโฟกัสที่คุณลักษณะและความสามารถพิเศษของนักสู้แต่ละคน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ช่วยกำหนดทิศทางของฉากต่อสู้และขับเคลื่อนเรื่องราวไปพร้อมกันด้วย”
องค์ประกอบการสร้างฉาก นักออกแบบงานสร้างและศิลปินชาวญี่ปุ่นที่ได้รับการยกย่อง โยเฮ ทาเนดะ ทำหน้าที่เป็นผู้ออกแบบฉากให้กับภาพยนตร์ MORTAL KOMBAT II การ์เนอร์กล่าวว่า “ผู้ออกแบบงานสร้าง โยเฮ ทาเนดะ และทีมฝ่ายศิลป์ ทำผลงานได้อย่างน่าทึ่งมากในภาพยนตร์เรื่องนี้ ในภาพยนตร์ภาคแรก เราถูกจำกัดอย่างมากในเรื่องสถานที่และฉากที่สามารถถ่ายทำได้ แต่ในภาพยนตร์เรื่องนี้ เราได้รับโอกาสให้เปิดโลกให้กว้างขึ้น เดินทางไปยังอาณาจักรต่าง ๆ และขยายจักรวาลให้ครอบคลุมด่านและโลกของ Mortal Kombat หลายแห่งที่แฟน ๆ รู้จักและหลงรัก”
วอลช์กล่าวเสริมว่า “โยเฮ ทาเนดะ เคยร่วมงานกับผมในเรื่อง KILL BILL และผมก็เป็นแฟนผลงานของเขามาโดยตลอด ผมอยากร่วมงานกับเขาอีกครั้งเสมอ และเราก็โชคดีมากที่สามารถโน้มน้าวให้เขามารับงานนี้ได้ งานออกแบบของเขานั้นยอดเยี่ยมเป็นพิเศษ เขาแทบจะสร้างหมู่บ้านทั้งหมู่บ้านขึ้นมาในอีเดเนีย รวมถึงวิหารแห่งท้องฟ้า และเนเธอร์เรล์ม โดยทั้งหมดเต็มไปด้วยรายละเอียดที่น่าทึ่ง”
ทาเนดะซัง กล่าวว่า สิ่งที่ดึงดูดเขาให้มาทำภาพยนตร์เรื่องนี้คือ “เบนเน็ตต์บอกผมว่าผมจะได้สร้างโลกแฟนตาซีถึงสี่โลกในภาพยนตร์เรื่องเดียว และนั่นสร้างแรงบันดาลใจให้ผมมาก สี่โลกที่แตกต่างกันในหนังเรื่องเดียว! นั่นคือภาระงานที่มหาศาล แต่ก็ทำให้เห็นถึงขนาดและมิติของภาพยนตร์เรื่องนี้ได้อย่างชัดเจน”
เมื่อทาเนดะซังทำงาน เขาชอบร่างภาพและวาดแบบในฐานะศิลปิน มากกว่าการทำงานบนคอมพิวเตอร์ ดังนั้นเขาจึงสเก็ตช์แบบของแต่ละฉากเพื่อนำเสนอให้กับ ไซมอน แม็คควอยด์ ดู โดยกล่าวว่า “ในขั้นตอนแรก สำหรับอีเดเนีย แทบไม่มีข้อมูลหรือภาพอ้างอิงในตัวเกมเลย ดังนั้นผมจึงมีอิสระในการออกแบบโลกใหม่ทั้งหมด ผมร่างภาพทั้งเมืองอีเดเนียและปราสาท มันมีกลิ่นอายแบบยุโรป แต่ผมอยากเติมเอกลักษณ์ของตัวเองเข้าไปด้วยความเป็นเอเชียเล็กน้อย ซึ่งทำให้เกิดความสมดุลที่ลงตัว นอกจากนี้ เรายังเห็นการเปลี่ยนแปลงของเมืองจากยุคการปกครองของกษัตริย์เจอร์ร็อด ซึ่งเขียวขจีและงดงาม ก่อนจะกลายเป็นสิ่งที่ตายด้านและน่าเกลียดภายใต้การปกครองของเชา ข่าน ผมสนุกกับการได้ออกแบบทั้งสองช่วง ผมคิดว่าน่าสนใจมากที่สามารถเล่าเรื่องราวได้มากมายผ่านฉากเดียว ส่วนเนเธอร์เรล์มเริ่มต้นจากการเป็นเมืองแห่งอนาคต มีกลิ่นอายไซไฟ แต่ต่อมาผมก็เกิดไอเดียที่จะนำแรงบันดาลใจบางส่วนมาจากเอชเชอร์ จิตรกรชาวดัตช์”
สำหรับสนามประลองที่เป็นเอกลักษณ์และปรากฏซ้ำอยู่สองแห่ง คือ The Pit และ Deadpool ตัวเกมเองถือเป็น หล่งข้อมูลหลัก โดยทาเนดะกล่าวว่า “ผมไม่อยากทำให้ใครผิดหวังกับการออกแบบ The Pit สำหรับ Deadpool ผมให้ความสำคัญกับชนิดของวัสดุที่จะใช้ โดยเฉพาะหินและก้อนหินต่าง ๆ เพื่อให้มันดูจับต้องได้จริงและสมจริงที่สุด ส่วน Sky Temple ผมไม่อยากโฟกัสแค่วัฒนธรรมเดียว ดังนั้นผมจึงเพิ่มองค์ประกอบแบบญี่ปุ่นเข้าไปในสไตล์จีน”
ลูดี หลิน กล่าวทิ้งท้ายว่า “แต่ละฉากมีคาแรกเตอร์ของตัวเอง มีจิตวิญญาณของตัวเอง และเมื่อฉากเหล่านั้นเต็มไปด้วยผู้คนและเรื่องราว มีประชาชนร่วมร้องตะโกนสนับสนุนกษัตริย์เจอร์ร็อด หรือคร่ำครวญถึงการปกครองของเชา ข่าน มันทำให้ฉากเหล่านั้นมีชีวิตขึ้นมาจริง ๆ และเมื่อคุณได้เห็นมันบนจอภาพยนตร์ พร้อมแสงไฟที่ส่องประกอบ แต่ละฉากก็เปรียบเสมือนงานศิลปะชิ้นหนึ่ง งดงามตระการตา สวยงามอย่างแท้จริง”
เครื่องแต่งกาย ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย แคปปิ ไอร์แลนด์ ต้องรับภารกิจอันยิ่งใหญ่ในการสร้างเครื่องแต่งกายทั้งหมดสำหรับตัวละครในภาพยนตร์ MORTAL KOMBAT II ไอร์แลนด์กล่าวว่า “สำหรับนักออกแบบเครื่องแต่งกายแล้ว การได้ทำงานกับภาพยนตร์ประเภทนี้คือความฝัน และมันเป็นการเดินทางที่น่าทึ่งมากในการสร้างสรรค์เครื่องแต่งกายทั้งหมดสำหรับโลกที่ตัวละครเหล่านี้อาศัยอยู่ เราทำงานกันอย่างหนักเพื่อแสดงความเคารพต่อคาแรกเตอร์ทั้งหมดของ Mortal Kombat จากเกมต้นฉบับ ขณะเดียวกันก็นำพวกเขามามีชีวิตอยู่ในโลกความเป็นจริง และยึดโยงพวกเขาเข้ากับสุนทรียภาพที่จับต้องได้และทรงพลังมากขึ้น”
“ในขณะเดียวกัน” ไอร์แลนด์กล่าวต่อ “ก็เป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องยอมรับและเคารพแฟน ๆ ของเกม และสิ่งที่พวกเขาอยากเห็น ตัวอย่างเช่น คุงลาว หลิวคัง และซางซุง ล้วนมีการอ้างอิงทางวัฒนธรรมจีนอยู่มาก ซึ่งเห็นได้ชัดเจนในเครื่องแต่งกายของพวกเขาในเกม รวมถึงการเลือกสไตล์ต่าง ๆ หลิวคังเป็นพระเส้าหลิน ซึ่งสะท้อนออกมาทั้งในวิธีการต่อสู้และการแต่งกายของเขา ส่วนซางซุง ซึ่งเป็นตัวละครเชื้อสายจีนเช่นกัน เราได้นำแรงบันดาลใจจากจักรพรรดิโบราณมาใช้ในการออกแบบ สำหรับสกอร์เปียนนั้น เขาเป็นญี่ปุ่นอย่างแท้จริง ดังนั้นจึงเป็นการเดินทางที่แตกต่างออกไป สู่โลกของวัฒนธรรมญี่ปุ่น ซามูไร และนินจา”
สำหรับอาณาจักร อีเดเนีย ผู้กำกับ ไซมอน แม็คควอยด์ ต้องการสร้างอารยธรรมใหม่ทั้งหมดที่ไม่เชื่อมโยงกับวัฒนธรรมใดๆ ที่มีอยู่ แคปปิกล่าวว่า “นั่นคือผืนผ้าใบเปล่าอย่างแท้จริง และคำถามก็คือ เราจะสร้างวัฒนธรรมและอารยธรรมที่ไม่เคยมีอยู่ได้อย่างไร เราศึกษาประวัติศาสตร์อย่างลึกซึ้งเพื่อดูว่าจะเริ่มต้นจากตรงไหน เราสร้างรูปทรงและสีสันที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะในเครื่องแต่งกายเหล่านั้น และฉันภูมิใจในอีเดเนียเป็นพิเศษ”
มีตัวละครจำนวนมาก และแต่ละตัวก็มีรูปลักษณ์และอารมณ์ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ไอร์แลนด์กล่าวว่า “เชา ข่าน คือวายร้ายที่ยิ่งใหญ่ที่สุด และเขาเป็นผลงานที่ซับซ้อนที่สุดของเรา เราต้องขยายเครื่องแต่งกายของเขาให้ครอบคลุมอวัยวะเทียมที่สวมอยู่ และหมวกก็ผ่านการปรับแบบหลายครั้งเพื่อให้ดูโหดเหี้ยมที่สุด มันเป็นชุดที่ใหญ่และโดดเด่นมาก เป็นทั้งเกราะและหมวกขนาดมหึมา แต่ในขณะเดียวกัน มาร์ติน ก็จำเป็นต้องสามารถแสดงฉากต่อสู้ทั้งหมดได้ ซึ่งยิ่งเพิ่มระดับความยากเข้าไปอีก เราทำงานอย่างใกล้ชิดกับทีมสตันต์ตลอดเวลา เพื่อให้มั่นใจว่าเครื่องแต่งกายนอกจากจะดูดีแล้ว ยังต้องใช้งานได้จริง และเปิดโอกาสให้นักแสดงเคลื่อนไหวและต่อสู้ได้อย่างที่จำเป็น”
คิทานา เป็นอีกหนึ่งตัวละครใหม่ในภาพยนตร์เรื่องนี้ ไอร์แลนด์กล่าวว่า “คิทานาเป็นตัวละครที่ได้รับความนิยมอย่างมากในเกม เราต้องการมอบเครื่องแต่งกายที่ดูประณีต สวยงาม และสง่างามให้กับเธอ เป็นลุคที่มีความเป็นราชวงศ์และสูงศักดิ์ อาวุธประจำตัวของเธอคือพัดที่ซ่อนใบมีดไว้ภายใน ดังนั้นเราจึงนำลวดลายของพัดนั้นมาใช้ซ้ำในเครื่องแต่งกายของเธอ สีที่ใช้คือสีน้ำเงินโคบอลต์ที่สวยงาม ซึ่งเป็นสีประจำตัวของคิทานาในเกม อเดอลีนสวมมันได้อย่างลงตัวมาก มันดูสวยงามบนตัวเธอจริง ๆ” รูดอล์ฟกล่าวว่า “ฉันรักชุดของฉันมาก! มันมีเอกลักษณ์สุด ๆ และยังผสานสไตล์ต่าง ๆ ของคิทานาจากในเกมเข้าไว้ด้วยกันได้อย่างลงตัว ทันทีที่ฉันสวมคอร์เซ็ตรัดรูปนั้น ฉันก็เข้าสู่ตัวละครได้ทันที!”
ผู้สร้างและทีมนักแสดงของภาพยนตร์ Mortal Kombat II ต่างภาคภูมิใจอย่างยิ่งกับภาพยนตร์ภาคใหม่ที่ขยายโลกเรื่องราวให้ยิ่งใหญ่ขึ้น และยกระดับประสบการณ์ไปอีกขั้น ผู้กำกับ/โปรดิวเซอร์ ไซมอน แม็คควอยด์ กล่าวว่า “ผมอยากให้ผู้ชมรู้สึกถึงความสมจริงและพลังของการเดินทางที่พวกเขากำลังจะได้สัมผัส อยากให้มันกระแทกอารมณ์หน้าตรง หน้าที่ของผมในฐานะผู้กำกับคือการสร้าง ‘โทน’ ที่ชัดเจนมากด้วยทุกองค์ประกอบ และโทนนั้นคือการทำให้ผู้ชมอยู่ในสภาวะแห่งความพิศวง นั่นคือสิ่งที่ผมตั้งใจจะทำ ดังนั้นทุกการตัดสินใจ ไม่ว่าจะเป็นฉาก เลนส์ กล้อง หรือเครื่องแต่งกาย ล้วนมีไว้เพื่อหล่อหลอมโทนนั้น ทั้งสเกลของงาน สเกลของอารมณ์ และแรงปะทะที่มันจะส่งถึงผู้ชม นี่แหละคือเหตุผลว่าทำไมคุณต้องไปดูพร้อมผู้ชมคนอื่น ๆ บนจอยักษ์ เพราะภาพยนตร์เรื่องนี้ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่รากฐานเพื่อฉายบนจอที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และทุกอย่างที่มาพร้อมกัน งานออกแบบเสียง ดนตรี ทั้งหมดหลอมรวมเป็นประสบการณ์ยิ่งใหญ่ที่พาคุณออกเดินทาง”
โปรดิวเซอร์ ทอดด์ การ์เนอร์ กล่าวว่า “ภาพยนตร์ภาคที่สองคำนึงถึงทุกสิ่งที่แฟน ๆ เรียกร้องมาและมากกว่านั้นอีก สิ่งที่ทำให้เราดีใจที่สุดคือในขั้นตอนฉายทดสอบ แม้แต่คนที่ไม่เคยดูภาคแรกมาก่อนก็ยังชอบภาคสอง และถึงกับบอกว่าอยากกลับไปดูภาคแรกด้วย นั่นหมายความว่าเราไม่เพียงส่งมอบสิ่งที่แฟน ๆ ทั่วโลกต้องการและคาดหวัง แต่เรายังสร้างกองทัพแฟนรุ่นใหม่สำหรับอนาคตอีกด้วย”
โปรดิวเซอร์ เจมส์ วาน กล่าวว่า “ตอนที่ผมดูเวอร์ชันตัดต่อแรก ผมรู้สึกตื่นเต้นแบบแฟนพันธุ์แท้ แค่นั่งดูทุกอย่างบนจอแล้วคิดว่า ‘เรากำลังสร้างโลกใบนี้ขึ้นมาจริง ๆ นำตัวละคร เรื่องราว และจักรวาลทั้งหมดมามีชีวิตในสเกลที่ยิ่งใหญ่ที่สุด’ ผมมีความสุขมาก และเชื่อว่าแฟน ๆ จะต้องสนุกกับเรื่องนี้อย่างแน่นอน และมันต้องดูบนจอที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะทุกอย่างของหนังเรื่องนี้ “ใหญ่กว่าชีวิตจริง” หนังสนุกตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว และการได้ดูบนจอยักษ์ก็ยิ่งพามันไปอีกระดับหนึ่ง”
เตรียมเข้าสู่ศึกแห่งศักดิ์ศรีที่ไม่มีคำว่าปราณี 7 พฤษภาคม 2569 ฉายเฉพาะในโรงภาพยนตร์ และระบบ IMAX® , Dolby Vision+Atmos® , 4DX ,Screen X, MX4D และ ZIGMA CINESTADIUM







.jpg)




















.jpg)
.jpg)



No comments