"นาทีบาป" อีกครั้ง "ฟ้าขาว" อาเจนติน่า ไล่โขยกเชือด "สิงโตคำราม" อ้งกฤษ 2-1 เข้าไปชน "กระทิงดุ" ในฟุตบอลโลก 2026
ที่ เมอร์เซเดส-เบนซ์ สเตเดียม เมืองแอตแลนตา รัฐจอร์เจีย สหรัฐอเมริกา เป็นการโม่แข้งกันของ "สิงโตคำราม" อ้งกฤษ แชมป์โลก 1 สมัย กับ "ฟ้าขาว" อาเจนติน่า แชมป์โลก 3 สมัย ทางด้าน โธมัส ทูเคิ่ล เฮดโค้ช "สิงโตคำราม" ปรับทัพ 3 ตำแหน่งและยึดแผนการเล่นเดิม 4-2-3-1 ฟากฝั่ง ลิโอเนล สกาโลนี่ กุนซืออาร์เจนตินา ปรับทัพเพียงตำแหน่งเดียว และปรับแผนการเล่นเป็น 4-1-4-1 เนื่องจากความสดเป็นรองทัพ "สิงโตคำราม" ค่อนข้างมาก
เริ่มเกม เป็นไปตามความฟิตของตัวผู้เล่น รูปเกมเป็นทางด้าน "สิงโตคำราม" อ้งกฤษ สามารถครองเกมได้เหนือกว่า "ฟ้าขาว" อาเจนติน่า เล็กน้อย และด้วยศักดิ์ศรี เรื่องราว เหตุการณ์ในอดีตทำให้เกมในวันนี้เดือดอย่างข้นคลักมากยิ่งขึ้นไปอีก การเข้าบอลเป็นไปแบบถึงลูกถึงคนในจังหวะ 50-50
หลังจากไฮเดรชั่นเบรก ทัพ "สิงโตคำราม" ยังดูเหนือกว่า และวันนี้หมากของ ทูเคิ่ล ค่อนข้างเนียบในด้านการปิดความจัดจ้านของ "คิงเลโอ" ในนาทีที่ 32 จังหวะเสียวครั้งแรกของเกมอังกฤษ ได้ฟรีคิก ไรซ์ เปิดเข้าไปลึกเข้าไปที่เสาสอง สโตน โหม่งหลุดกรอบออกไปนิดเดียว จังหวะได้เสียวของแชมป์เก่ากว่าจะมาก็นู่นเลย นาทีที่ 38 จากจังหวะที่ เอ็นโซ่ ได้กดด้วยขวาหน้ากรอบเขตโทษ บอลพุ่งวาบเฉียดสามเหลี่ยมมุมบนออกหลังไปนิดเดียว ช่วงท้ายเกมด้วยความที่แนวรับทั้ง 2 ฝั่งเล่นกันได้ละเอียดลออ แนวรุกทั้งคู่เลยไม่มีโอกาสจบสกอร์เป็นชิ้นเป็นอัน จบครึ่งแรกโนสกอร์แบบถึงพริกถึงขิง ถึงลูกถึงคน 0-0
เปิดฉากครึ่งหลัง เป็นทัพ "ฟ้าขาว" อาเจนติน่า ได้เสียวก่อน 2 คร้้ง 2 ครา จาก อัลวาเรซ ในนาทีที่ 47 ครั้งแรกถูก พิคฟอร์ด เซฟเอาไว้ ส่วนครั้งที่ 2 ยิงไปแฉลบผู้เล่นอังกฤษเข้าข้างตาข่าย ได้แค่ลูกเตะมุม จากนั้น 3 นาที ด้วย "สิงโตคำราม" ใช้ประโยชน์จากความเหนือกว่าเล็กน้อยของความฟิตบวกกับปรับสปีดบอลทำให้ ออกนำก่อน 1-0 เคน วางยาวไปให้ โรเจอร์ส เปิดจากทางขวาไปให้ กอร์ดอน ที่วิ่งโฉบสอดมาข้างหลัง โมลีน่า ก่อนแปบอลด้วยขวาเข้าไป
หลังจากนำ ปรับแผนเป็นตั้งรับแบบรถบัสทันที "สิงโตคำราม" ถอยร่นพื้นที่ลงมาเพื่อรักษาสกอร์ นาทีที่ 57 ซิเมโอเน่ ที่วันนี้ถูกส่งลงมาเพื่อสร้างความป่วนในทางจิตวิทยาเหมือนพ่อ "ดิเอโก้ ซิเมโอเน่" ได้หลุดเข้าไปในกรอบ แต่จังหวะยิงช้า สเปนซ์ สไลด์สกัดที่บอลเคลียร์ทิ้งออกหลังไปได้ ทิศเกมเปลี่ยนเนื่องจากทางทัพ "สิงโตคำราม" ลงมารับแน่น ในนาทีที่ 69 พิคฟอร์ด ยังโชว์ซูเปอร์เซฟเอาไว้ได้ จากการโหม่งของ กอนซาเลซ
หลังจากไฮเดรชั่นเบรก "คิงเลโอ" เริ่มเฉิดฉายอีกครั้ง ด้วยการที่ทัพ "สิงโตคำราม" ปรับเปลี่ยนไปตั้งรับแบบรถบัส ทำให้ระบบการเล่นที่ตัดเมสซี่ออกจากเกมเปลี่ยนไป ไม่มีใครมาคลุมการลำเลียงบอลและวิ่งไล่เวลา "คิงเลโอ" ได้บอล ทิศทางเกมจึงเปลี่ยนไปอย่างมากและ เลโอเนล เมสซี่ ได้บอลมากยิ่งขึ้นทัพ "ฟ้าขาว" อาเจนติน่า จึงได้เสียวมากยิ่งขึ้น เริ่มจาก แม็คอัลลิสเตอร์ โหม่งไปชนเสา และอีกจังหวะ เดอ ปอล ตัวสำรองโหม่งไปตรงตัว พิคฟอร์ด
ช่วง 10 นาทีสุดท้าย อังกฤษรับเต็มตัว นาทีที่ 82 ทูเคิ่ล ส่ง เบิร์น และ โอไรลี่ ลงเพื่อแพ็คหลังแน่น จากนั้น 3 นาทีดันทำนบกั้นแตก จากจังหวะลูกเตะมุม "คิงเลโอ" เล่นสั้นถ่ายบอลไปมาก่อนไหลให้ เอนโซ่ หวดไกลด้วยขวา ก่อนที่ จู๊ด เข้าบล็อคเพียงนิดเดียว บอลพุ่งวาบผ่านมือ พิคฟอร์ด เข้าไป "ฟ้าขาว" ตีเสมอ 1-1 กลับมาสู่เกมตัวเองจนได้
โงหัวไม่ขึ้น หลังจากตีเสมอได้เกมตกเป็นของ "ฟ้าขาว" อาเจนติน่า แบบเบ็ดเสร็จ ทั้งซ้ายทีขวาที จนปาฏิหารย์เกิดอีกครั้ง นาที 90+2 แม็คอัลลิสเตอร์ ยิงไปชนเสา บอลกระดอนออกมาแต่เกมรับอังกฤษเคลียร์ไม่ขาด บอลไหลมาเข้าทาง "คิงเลโอ" แล้วก็เป็น "คิงเลโอ" เลโอเนล เมสซี่ บรรจงยกบอลเข้าไปหน้าประตู เลาตาโร่ ที่อยู่ตนเดียวในวงล้อมของแนวรับอังกฤษ 3 ตัว ลอยตัวขึ้นโขกเต็มกบาล "ฟ้าขาว" อาเจนติน่า พลิกขึ้นนำในนาทีบาปอีกครั้ง 2-1
หลังจากโดนนำอังกฤษอยู่ไม่ได้ ทูเคิ่ล ปรับหมากสู้ตายส่ง แรชฟอร์ด และ โทนี่ ลงมาพร้อมกับดัน เบิร์น ขึ้นไปยืนค้ำเพื่อเล่นลูกกลางอากาศ ช่วงทดเวลาบาดเจ็บ 9 นาทีทัพ "สิงโตคำราม" พยายามบอมบ์ยาวกดดันเข้าไปอย่างหนักแต่โดน "ฟ้าขาว" เคลียร์ออกมาได้ตลอดพร้อมทั้งเล่นติ้ดชึ่งถ่วงเวลาบ้างเป็นบางจังหวะ จบเกม "ฟ้าขาว" อาเจนติน่า สร้างปาฏิหารย์โกงตายเป็นครั้งที่ 3 ในทัวร์นาเมนท์แซงเชือด "สิงโตคำราม" อ้งกฤษ 2-1 เข้าไปชน "กระทิงดุ" สเปน ในฟุตบอลโลก 2026 นัดชิงชนะเลิศ วันที่ 20 กรกฎาคม
จากชัยชนะนัดนี้ ทำให้ "ฟ้าขาว" อาเจนติน่า เข้าไปชิงชนะเลิศครั้งที่ 2 ติดต่อกัน ลุ้นคว้าแชมป์โลกสมัยที่ 4 ในส่วนของ "คิงเลโอ" เลโอเนล เมสซี่ ได้ลุ้นเป็นกัปตันทีมคนเดียวในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลกที่ได้ชูถ้วย 2 สมัย ถึงแม้นัดนี้ไม่มีการยิงเพิ่มแต่ก็เพิ่มการทำแอสซิส โดยรายการนี้ลงเล่น 7 นัด ทำได้ 8 ประตู 4 แอสซิส นำดาวซัลโวร่วมกับ คีลียัน เอ็มปับเป้ แต่ "คิงเลโอ" มีจำนวนแอสซิสที่มากกว่า
สำหรับความพ่ายแพ้ครั้งนี้ของขุนพล "สิงโตคำราม" อ้งกฤษ จากสถิติการเจอกับ อาเจนติน่า ทีมชาติอังกฤษพ่ายแพ้ให้กับ "ฟ้าขาว" 3 ครั้งเท่านั้น แต่ทั้ง 3 ครั้งที่แพ้เกิดขึ้นในศึกฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายเท่านั้นคือในปี 1986, 1998 และ 2026 ล่าสุด ซึ่งทุกๆเกมเกิดเรื่องดราม่าในสสนามทั้งสิ้นไม่เว้นแม้แต่นัดล่าสุดนี้ ที่เกมนัดล่าสุดที่เต็มไปด้วยความข้นคลัก ถึงลูกถึงคน ถึงพริกถึงขิงกันตลอด 90 นาที แถมขุนพล "ฟ้าขาว" อาเจนติน่า ยังไปทำสัญลักษณ์ทางการเมืองหลังแซงชนะได้หวุดหวิด จ่อโดนโทษแบนกันหลายคน
- นาทีที่ 50 1-0 กอร์ดอน
- นาทีที่ 85 1-1 เอนโซ่
- นาทีที่ 90+2 1-2 เลาตาโร่

































No comments