"เลส์ เบลอ" ได้ไปต่อ คีเลียน เอ็มบัปเป้ ซัดจุดโทษนาทีที่ 70 เฉือนปารากวัย 1-0 ฝรั่งเศสเข้ารอบ 8 ทีม ฟีฟ่าเวิลด์คัพ 2026
วันชาติสหรัฐอเมริกาครบรอบ 250 ปี วันที่ 4 กรกฎาคม 2026 สนามลินคอล์น ไฟแนนซ์เชี่ยล เมืองฟิลาเดลเฟีย รัฐเพนซิลเวเนีย ฟีฟ่าเวิลด์คัพ 2026 กลายเป็นเวทีของเกมที่ดุเดือดที่สุดนัดหนึ่งของรอบ 16 ทีม ฝรั่งเศสเอาชนะปารากวัย 1-0 ด้วยจุดโทษของ คีเลียน เอ็มบัปเป้ ในนาทีที่ 70 ท่ามกลางความร้อนอุณหภูมิที่เกิน 38 องศาเซลเซียส
นี่คือเกมที่ยากที่สุดสำหรับฝรั่งเศสตลอดทัวร์นาเมนต์นี้ ปารากวัยซึ่งล้มเยอรมนีในการดวลจุดโทษในรอบก่อนหน้า พิสูจน์ให้เห็นว่าพวกเขาไม่ใช่แค่โชคชะตา แต่เป็นทีมที่มีระเบียบวินัยและความแข็งแกร่งทางยุทธวิธีอย่างแท้จริง
ความร้อนของฟิลาเดลเฟียกลายเป็นตัวละครหลักอีกตัวในเกมนี้ อุณหภูมิ 38 องศาเซลเซียสที่เริ่มต้นตั้งแต่เตะออก ทำให้ทั้งสองทีมต้องบริหารพลังงานอย่างระมัดระวัง โดยเฉพาะในช่วง 15 นาทีแรกที่ทั้งสองทีมดูเชื่องช้ากว่าปกติ
ฝรั่งเศสครองบอลในครึ่งแรก แต่ ออร์แลนโด กิล ผู้รักษาประตูปารากวัยกลายเป็นกำแพงเหล็กที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เมื่อ เอ็มบัปเป้พุ่งตัดเข้ากรอบโทษและโค้งบอลไปยังมุมไกล แต่กิลกางมือออกสกัดได้อย่างน่าทึ่ง รักษาประตูให้ปารากวัยปลอดภัยได้ในหลายจังหวะที่อันตราย
ปารากวัยไม่ได้แค่รับมือ แต่ยังพยายามโต้กลับผ่าน มิเกล อัลมิรอน ที่ลงสนามในเกมนี้หลังพักในรอบก่อนหน้า และ ฆูลิโอ เอนซิโซ ที่ขับเคลื่อนบอลผ่านกลางสนามได้ดี แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถสร้างโอกาสที่อันตรายจริงๆ ได้ ครึ่งแรกจบลงด้วยสกอร์ 0-0 ท่ามกลางความร้อนที่เพิ่มขึ้นทั้งบนสนามและในอัฒจันทร์
ครึ่งหลังเปิดฉากด้วยการเปลี่ยนตัวของทั้งสองฝ่าย ฝรั่งเศสส่ง เดซีเร ดูเอ ลงแทน แบรดลีย์ บาร์โกลา เพื่อเพิ่มความคม ขณะที่ปารากวัยส่ง กาเบรียล กาบาเยโร ลงเสริมแนวรุก ดราม่าเกิดขึ้นในนาทีที่ 58 เมื่อ โอมาร์ อัลเดเรเต ของปารากวัยถูกเปลี่ยนตัวออก แทนที่ด้วย โฆเซ่ คานาเล วีรบุรุษจุดโทษจากนัดที่แพ้เยอรมนี
ในนาทีที่ 61 ปารากวัยสร้างโอกาสทองที่สุดของเกม เมื่อ มิเกล อัลมิรอน ส่งบอลให้ เอนซิโซ ทะลุแนวรับฝรั่งเศส แต่ อัลมิรอนถูกเปลี่ยนออกไปพร้อมกับเอนซิโซในนาทีที่ 61 และ 71 ตามลำดับ
จุดเปลี่ยนของเกมมาถึงในนาทีที่ 70 เมื่อ ดายอต อูปาเมกาโน กองหลังฝรั่งเศสพุ่งเข้าปะทะ กุสตาโว เบลาซเกซ ในเขตโทษอย่างรุนแรง ผู้ตัดสินชี้จุดโทษทันที คีเลียน เอ็มบัปเป้ ก้าวขึ้นยิงจุดโทษอย่างเย็นเยือก ส่งบอลเข้ามุมล่างซ้ายอย่างแม่นยำ ทำให้ฝรั่งเศสขึ้นนำ 1-0 สร้างความโล่งอกให้กับแฟนบอลฝรั่งเศสที่รอคอยมาตลอดทั้งเกม
ปารากวัยพยายามสู้กลับในช่วงท้าย ส่ง กุสตาโว อาบาลอส ลงมาเพิ่มแรงกดดัน แต่แนวรับฝรั่งเศสที่มี วิลเลียม ซาลิบา เป็นแกนกลางยืนหยัดได้อย่างมั่นคง โรฮัน เชอร์กี ลงมาแทนเดมเบเลในนาทีที่ 84 เสริมความสดในช่วงท้ายเกม และฝรั่งเศสจัดการบริหารเวลาได้อย่างชาญฉลาด จนหมดเวลาด้วยสกอร์ 1-0 ผลการแข่งขันบอลโลก
โปรแกรมการแข่งขัน รอบ 8 ทีมสุดท้าย วันที่ 9 กรกฎาคม 2569 "เลส์ เบลอ" ฝรั่งเศส พบกับ "สิงโตแห่งแอตลาส" โมร็อกโก






No comments